Scuttlebutt, Company Visit, Opportunity Day กับ ประชุมผู้ถือหุ้น เหมือนกันมั้ย อยากเข้าร่วมทำยังไง ?

What are the differences between Scuttlebutt ,Company Visit, Opportunity Day and Shareholders' Meeting ? And how to join them ?

Scuttlebutt, Company Visit, Opportunity Day กับ ประชุมผู้ถือหุ้น เหมือนกันมั้ย อยากเข้าร่วมทำยังไง ?

Scuttlebutt นี่มันเป็นอะไรที่เรียกกว้างๆมาก  company visit, opportunity day หรือประชุมผู้ถือหุ้นก็เป็นส่วนนึงของ scuttlebutt แหละ  ไอเดียของ scuttlebutt คือการหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่เราสนใจโดยการพยายามคุยกับคนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทให้ได้มากที่สุด  ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า, อดีตพนักงาน, พนักงาน, คนบริษัทคู่แข่ง, ซัพพลายเออร์, ฯลฯ  ทั้งนี้เพื่อพยายามเข้าใจอุตสาหกรรมและจุดเด่นหรือด้อยของบริษัทที่เรากำลังสนใจอยู่  company visit, opportunity day กับประชุมผู้ถือหุ้นก็เลยเป็นส่วนนึงของ scuttlebutt ครับ  แต่พวกนี้คือข้อมูลจะมาจากมุมของบริษัทอย่างเดียวเลยนะ

Company visit ก็ตามชื่อคือไปเยี่ยมบริษัท  ปกติอันนี้มันแล้วแต่นโยบายบริษัทเหมือนกันนะว่าเปิดรับผู้ถือหุ้นเข้าไปเยี่ยมชมหรือคุยกับผู้บริหารขนาดไหน  โดยปกติแล้วเราก็จะต้องรวมกลุ่มผู้ถือหุ้นหลายคนไปแหละให้มันเป็นสาระสำคัญมันก็จะมีโอกาสมากขึ้นที่เค้าจะเสียเวลามานั่งคุยกับเรา

Opportunity day นี่เป็นโครงการของตลาดหลักทรัพย์ให้บริษัทมีโอกาสสื่อสารคุยกับนักลงทุน  ที่เค้าจัดอยู่ก็จะเป็นไตรมาสละครั้ง  เนื้อหามันจะเป็นบริษัทพูดถึงผลประกอบการไตรมาสว่าเป็นไง  แล้วก็เปิดโอกาสให้นักลงทุนถามคำถามที่อยากรู้

ประชุมผู้ถือหุ้นนี่บริษัทเป็นคนจัด  จัดปีละครั้ง  ปกติก็จะมีสรุปผลการดำเนินงาน, แจ้งเรื่องการจ่ายปันผล, แต่งตั้งผู้สอบบัญชีอะไรพวกนั้น

ส่วนเรื่องว่าถ้าจะเข้าร่วมทำไง  Scuttlebutt นี่ก็ใครทำของใครของมันอยู่แล้ว  เราอยากทำก็เริ่มได้เลย  Company visit นี่ยากละ  มีเพื่อนผมเคยไปเข้าใจว่าเป็นกลุ่ม high net worth  นัดหมายกันยังไงไม่ทราบแต่เข้าใจว่าผ่านโบรกเกอร์  Opportunity day ก็มีอยู่บนเวป SET อยู่แล้ว  ส่วนประชุมผู้ถือหุ้นก็เป็นผู้ถือหุ้นก็ไปได้เลยครับ

 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

กระแสลดโลกร้อน – อุตสาหกรรมที่จะเติบโตไปอีกเป็นสิบปี

Decarbonization - An Upcoming Future Trend for the Next Decades

กระแสลดโลกร้อน – อุตสาหกรรมที่จะเติบโตไปอีกเป็นสิบปี

มีคนขอให้ทำวีดิโอเกี่ยวกับการ disrupt  เอาจริงๆผมก็ไม่ได้มีไอเดียอะไรเป็นพิเศษกับหัวข้อนี้  แต่ถ้าพูดถึงเทรนด์ที่พูดถึงกันเยอะในโลกการลงทุนและคิดว่าจะมีผลต่ออนาคตน่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม

กระแสเรื่องโลกร้อนจริงๆมันก็มีมาหลายปีละ  แต่เพิ่งจะไม่กี่ปีมานี้ที่คนในหลายประเทศเริ่มรู้สึกถึงปัญหาจริงๆจังๆ  เริ่มตื่นตัวว่าถ้าปล่อยแบบนี้แบบนี้ต่อไปหายนะแน่  มันก็เลยเป็นเรื่องที่คนเริ่มให้ความสนใจเยอะขึ้นเยอะ  กองทุนหรือแนวการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ ESG ก็มีเยอะขึ้นเยอะได้รับความสนใจ  หลายธุรกิจเองก็ตื่นตัวนะ  มีบางบริษัทที่ออกมาประกาศเป้าหมายว่าจะ carbon neutral บ้าง  หรืออย่างบริษัทอย่าง Microsoft ออกมาประกาศว่าจะทำให้ตัวเอง carbon negative ในปี 2030

ในช่วงแรกๆการตั้งเป้าหมายแบบนี้ก็อาจจะไม่ได้มีผลเยอะ  แต่ถ้ามีบริษัทหรือรัฐบาลจำนวนมากขึ้นที่พยายามจะลดการปล่อยก๊าซหรือพยายามจะ carbon neutral เยอะขึ้น  มันก็จะทำให้ตลาดสำหรับนวัตกรรมในด้านนี้มีความต้องการเยอะขึ้น  และผมเชื่อว่าความต้องการที่มีเยอะขึ้นจะทำให้มีคนคิดนวัตกรรมใหม่ๆสำหรับการลดการปล่อยก๊าซหรือทำให้ carbon neutral เยอะขึ้น

ในอนาคตผมเชื่อว่าธุรกิจที่เป็นตัวปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็จะถูก disrupt  สองกลุ่มธุรกิจหลักที่ยังไงคิดว่าเปลี่ยนแปลงแน่ก็คือธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้ากับธุรกิจยานพาหนะ  โรงไฟฟ้าถ่านหินหรือรถยนต์ที่ใช้ระบบเผาไหม้เชื้อเพลิงก็จะถูกแทนที่ด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดกับรถไฟฟ้า  ปัจจุบันพลังงานจากแสงอาทิตย์กับลมถูกลงเรื่อยๆ  เคยได้ยินว่าปัจจุบันถูกกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้วด้วยซ้ำ  และก็มีคนใช้เยอะขึ้เพียงแต่มันยังติดปัญหาอื่นเช่นการจัดเก็บกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้กับความสม่ำเสมอในการผลิตกระแสไฟฟ้า

ธุรกิจที่น่าจะได้ประโยชน์จากเทรนด์นี้ก็น่าจะเป็นพวกโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด, บริษัทที่ทำการเก็บกระแสไฟฟ้า, ระบบเครื่องยนต์ไฟฟ้า, ระบบวัดการปล่อยก๊าซและอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับการดักจับคอร์บอน  ในเวลานี้ธุรกิจพวกนี้ก็เริ่มมาแล้วนะไม่ใช่ว่าใหม่กิ๊ก  แต่เชื่อว่าอนาคตเทรนด์ธุรกิจกลุ่มนี้น่าจะมีไปอีกยาวครับ

 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

ธุรกิจ Drone ก็มีหุ้นนะ

Drone Stocks

ธุรกิจ Drone ก็มีหุ้นนะ

ก่อนหน้านี้เคยมีคนสนใจบริษัทที่ทำเรื่องโดรนถามเราว่ารู้จักบริษัทในกลุ่มนี้มั้ย  ในตอนนั้นผมก็ไม่รู้จักเลยดังนั้นก็ตอบไปตามตรงว่าไม่รู้จักเลย  รู้จักแต่ Dji ซึ่งเคยเช็คดูแล้วว่าไม่มีหุ้น  แต่ภายหลังก็มาเจอว่ามีหุ้นที่ทำโดรนเหมือนกันนะ  เลยมาพูดถึงให้ฟังคร่าวๆครับ

1. AeroVironment

อันนี้เป็นอันแรกที่บังเอิญอ่านเจอ  ตอนแรกจากชื่อนึกว่าเกี่ยวอะไรกับสิ่งแวดล้อม  บริษัทนี้ทำโดรนสำหรับใช้ในการทหาร  มีจรวดมิซไซล์ด้วย  ลูกค้าคือรัฐบาลสหรัฐอเมริกา


2. AgEagle Aerial Systems

ส่วนบริษัทนี้ตอนแรกเริ่มเข้าใจว่าทำโดรนสำหรับการเกษตร  แบบไปถ่ายรูปดูสภาพความเรียบร้อย  พืชเป็นโรคมั้ยเติบโตดีมั้ยมีวัชพืชมั้ยอะไรประมาณนั้น  ภายหลังเข้าใจว่าพยายามขยายไปใช้ในธุรกิจอื่นด้วยเช่นตรวจงานโครงสร้าง, โดรนส่งของ, ฯลฯ

3. Parrot SA

อันนี้ของฝรั่งเศส  ตอนอ่านดูเหมือนเค้าจะเน้นย้ำว่ามันเชื่อมต่อ 4G เป็นเจ้าแรกที่ทำอะไรประมาณนี้  ผมไม่ได้เข้าใจละเอียดอะไรมากแต่การเชื่อมต่อทำให้ควบคุมได้ดีขึ้นแม้ว่าจะเจอสิ่งกีดขวางบังแล้วก็ระยะทางไกลขึ้นมั้ง  โดรนบริษัทนี้ก็ดูเหมือนจะไว้ถ่ายภาพเป็นหลักเหมือนกัน  เห็นบนเวปเค้าไว้ใช้เวลาช่วยเหลือคน, กู้ภัย, ตรวจสภาพใบพัด, ฯลฯ

 

4. EHang Holdings

ส่วนบริษัทนี้ของจีน  ต่างจากคนอื่นไปอีกตรงที่ไม่ใช่โดรนถ่ายภาพละ  เค้าพยายามจะทำโดรนขนาดใหญ่แบบคนเข้าไปนั่ง  คอนเซปต์เหมือนเฮลิคอปเตอร์มั้งนะ  ส่วนตัวก็ยังงงๆอยู่ว่ามันต่างจากเฮลิคอปเตอร์ยังไงจะได้เรื่องหรือเปล่า

5. พวกที่ทำเครื่องบินหรืออุปกรณ์ทหารส่วนใหญ่ก็มีทำโดรนเช่น  Boeing, Lockheed Martin, Northrop Grumman

แต่พวกนี้โดรนจะเป็นสัดส่วนรายได้ที่เล็ก  ไม่ได้เป็นสาระสำคัญของบริษัทเค้าเท่าไหร่

6. Special mention: Nvidia

อันนี้ไม่ได้ทำโดรนโดยตรง  แต่พูดถึงซะหน่อยเพราะดูเหมือนจะเค้าจะมีทำ hardware ที่ไว้สำหรับการทำ machine learning ซึ่งมีเอามาใข้ในโดรน

โดยรวมแล้วก็เหมือนจะมีหุ้นที่เกี่ยวกับโดรนเยอะกว่าที่ผมคิดตอนแรก  ส่วนใหญ่เปิดไปดูผลประกอบการก็ยังไม่ค่อยมีกำไรครับ  แต่อย่างน้อยมันก็มีสินค้ามีคนเริ่มใช้จริงแล้วเหมือนกันนะ

 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

Tactical Allocation ทำจริงได้ผลมั้ย ?

Does Tactical Allocation work ?

Tactical Allocation ทำจริงได้ผลมั้ย ?

ไอเดียของ tactical allocation คือการขยับเงินลงทุนของเราระหว่างทรัพย์สินลงทุนประเภทต่างๆหรือกลุ่มธุรกิจต่างๆเพื่อฉวยโอกาสจากแนวโน้มของตลาดหรือธุรกิจ  อย่างเช่นถ้าเราเชื่อว่าช่วงนี้ธุรกิจท่องเที่ยวน่าจะฟื้น  เราก็อาจจะถือหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในพอร์ตและลดกลุ่มอื่นลง

โดยคอนเซปต์ tactical allocation ก็ฟังดูดีอยู่  แต่ในทางปฏิบัติเป็นไงมั่ง  พอดีผมไปเจอบทความของ Morningstar สรุปเรื่องนี้ครับ

Morningstar ทำการสังเกตผลตอบแทนโดยรวมของกองทุนที่มีนโยบายทำ tactical allocation ว่าโดยเฉลี่ยแล้วมันทำได้ดีกว่าตลาดมั้ย  สิ่งที่เค้าเจอคือทฤษฎีดูดีนะแต่ทำจริงท่าจะยาก

กองทุนที่ทำ tactical allocation แพ้กองทุนผสมที่รักษาสัดส่วนการลงทุนคงที่ไม่ว่าจะดูเฉลี่ยย้อนหลังกี่ปี  และอันนี้ไม่นับพวกกองที่ปิดไปแล้วด้วย

ในหมู่กองทุนพวกนี้ก็มีบางกองที่ทำได้ดีอยู่  แต่ดูแล้วเป็นส่วนน้อย  โดยภาพรวมการทำ tactical allocation ทำให้ผลตอบแทนห่วยลง

สำหรับคนที่สนใจอ่านตัวบทความนี้  ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ครับ https://www.morningstar.com/articles/1058700/tactical-asset-allocation-dont-try-this-at-home

 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

ช่วงนี้ตลาดดูผันผวน เราควรจะขายหุ้นมาถือเงินสดไว้ก่อนมั้ย ?

We still think keeping money in stocks is a good idea

ช่วงนี้ตลาดดูผันผวน เราควรจะขายหุ้นมาถือเงินสดไว้ก่อนมั้ย ?

ช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีคนถามว่าหุ้นช่วงนี้ยังน่าสนใจอยู่มั้ยในเมื่อตลาดหุ้นมันฟื้นมาเยอะแล้วจากโควิด  อย่างดัชนี SET ก็อยู่แถว 1,600  บวกกับมีปัจจัยความเสี่ยงหลายเรื่องไปหมดเช่นธนาคารกลางสหรัฐและหลายๆประเทศเริ่มทำท่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นและหยุดกระตุ้นเศรษฐกิจ  อย่างเกาหลีนี่คือเริ่มปรับดอกเบี้ยขึ้นไปแล้ว  แล้วก็ยังมีเรื่องน้ำอาจจะท่วมกรุงเทพฯ  ไฟฟ้าดับในจีน  Evergrande เจ๊ง  เงินเฟ้อที่อาจจะสูงขึ้นเยอะจากราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น  อังกฤษเริ่มสินค้าขาดเพราะไม่มีคนขับรถบรรทุก ฯลฯ  เราควรจะถอนเงินออกจากหุ้นมาถือเงินสดหรือสินทรัพย์อื่นก่อนหรือเปล่า 

ในความเห็นผมคือไม่  คิดว่ายังควรลงทุนอยู่ในหุ้นต่อครับ

ก่อนอื่นในระยะสั้นตลาดจะตกหรือจะขึ้นเป็นยังไงผมไม่รู้  แต่ภาพรวมในระยะยาวผมยังคิดว่าเราควรจะลงทุนอยู่ในหุ้นเพราะ

  • โดยภาพรวมแล้วเศรษฐกิจฟื้นตัว  บริษัทส่วนใหญ่ผลประกอบการดีขึ้น  โดยเฉพาะพวกที่โดนผลกระทบจากโควิดเราเห็นชัดเจนว่ากำลังฟื้น
  • ปัจจัยเสี่ยงหนักสุดคือต้องกลับมาปิดธุรกิจอีกเพราะโควิดระบาดไม่เลิกก็ดูไม่น่าจะเกิดขึ้นละ
    • ตัวอย่างจากประเทศที่ฉีดวัคซีนได้เยอะ  ถึงจำนวนคนป่วยใหม่จะเยอะ  แต่จำนวนผู้ป่วยอาการหนักที่จะไปล้นโรงพยาบาลและจำนวนคนตายน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
  • การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย  อาจมีผลบ้างเพราะทำให้สินทรัพย์ปลอดภัยอัตราผลตอบแทนสูงขึ้นเมื่อเทียบกับหุ้น  แต่ในภาพใหญ่ไม่มีทางมีผลมากกว่าเศรษฐกิจประเทศที่ฟื้นตัว  ผลประกอบการบริษัทดีขึ้น  และที่สำคัญคือยังไงผลตอบแทนของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นก็ยังดีกว่าพวกอัตราดอกเบี้ยเงินฝากซึ่งแพ้เงินเฟ้อมาก  ไม่น่าเป็นไปได้ที่คนจะแห่หนีจากหุ้นกลับไปอยู่ในรูปเงินฝากกันแค่เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น
  • เศรษฐกิจฟื้นกลับมาอาจจะมีสะดุดไม่ราบรื่นบ้าง  หรือมีเหตุการณ์อื่นดูน่ากลัวบ้าง  แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่
    • อย่างอังกฤษที่ขาดแคลนคนขับรถบรรทุกส่วนนึงก็คือ Brexit กับช่วงที่โควิดระบาดกระบวนการในการออกใบอนุญาตขับรถบรรทุกมันติดขัด  บวกกับความต้องการสินค้าและบริการมันกลับมาอย่างเร็วฝั่ง supply ก็เลยปรับตัวไม่ทัน  ซึ่งมันไม่ใช่ปัญหาระยะยาว
    • Evergrande คนก็ตกใจมากไป  รัฐบาลจีนยังไงก็ไม่ปล่อยให้บริษัทเจ๊งบริษัทเดียวกระทบวงกว้างแน่นอน  และในความเป็นจริงมันไม่เหมือน subprime เพราะมันเป็นบริษัทที่มีปัญหาจากหนี้สินเยอะไป  บริษัทนั้นเบี้ยวไม่จ่ายหนี้  ไม่ใช่แบบ subprime ที่มีการปล่อยสินเชื่อมั่วแล้วคนเบี้ยวหนี้ในวงกว้าง
    • ส่วนเรื่องรัฐบาลจีนเข้ามาจัดการกับหลายธุรกิจ  โดยรวมเค้าต้องการให้ความร่ำรวยกระจายสู่คนจำนวนเยอะขึ้นลดความเหลื่อมล้ำ  ไม่ได้ตั้งใจจะเอาให้ธุรกิจเจ๊ง  ดังนั้นในระยะยาวก็ยังมองว่าดีอยู่ดี  เรากำลังพูดถึงประเทศที่คนเป็นพันล้านกำลังมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมีกำลังซื้อ
  • ส่วนเรื่องหุ้นแพงไปมั้ยขึ้นมาเยอะแล้วตอนนี้  อันนี้ก็มีส่วนจริงเพราะดัชนีตลาดหุ้นฟื้นไปแล้วจริง  แต่ในรายละเอียดถ้าไปดูจะเห็นว่ามันไม่ได้ราคาหุ้นฟื้นไปแล้วทุกกลุ่ม  กลุ่มที่โดนผลกระทบจากโควิดแล้วยังไม่ฟื้นมีอยู่  และในกลุ่มพวกนั้นถ้าเราเลือกที่คุณภาพดีเป็นหลักโอกาสก็ยังหาได้อยู่นะผมว่า

 

ดังนั้นสรุปคือ  ผมก็ยังคิดว่าเราสมควรจะลงทุนอยู่ในหุ้นตอนนี้  และผมไม่ได้แค่พูดเพราะโดยส่วนตัวตอนนี้เงินลงทุน 100% ก็อยู่ในหุ้นจริงๆ

 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

Evergrande จะกลายเป็นวิกฤติแบบซับไพรม์มั้ย ?

I don't think evergrande will be like subprime

Evergrande จะกลายเป็นวิกฤติแบบซับไพรม์มั้ย ?

มีคนถามความเห็นเราว่ากรณีของ Evergrande สมควรกังวลมั้ย  มันจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจใหญ่ขึ้นมาหรือเปล่า

คำตอบคือเท่าที่เห็นตอนนี้เชื่อว่าไม่ครับ  คือมันก็เป็นบริษัทใหญ่และมีมูลค่าเยอะ  การเจ๊งก็มีผลกระทบวงกว้างกับลูกค้าและเจ้าหนี้นะ  แต่ไม่เชื่อว่าจะลุกลามเป็นแบบ subprime ในอเมริกา

ต้องเข้าใจว่าในกรณี subprime ของอเมริกานั่น  เหตุการณ์มันเริ่มจากการที่ทั้งอุตสาหกรรมของการปล่อยสินเชื่อบ้านทำการปล่อยสินเชื่อแบบไม่ใส่ใจคุณภาพของคนกู้ด้วยความเชื่อว่าราคาบ้านมันจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ  แล้วแถมมีการเอาเงินกู้พวกนี้ยำรวมกันเป็น Mortgage-backed securities ขายต่อให้นักลงทุนคนอื่นอีก  พอสุดท้ายมีปัญหาคนกู้ไม่จ่ายเงิน  ธนาคารทั้งระบบก็เลยสยองเพราะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร  แยกไม่ออกว่าใครจะเจ๊งบ้าง  แล้วเงินกู้ที่จะไม่จ่ายนั่นขนาดเท่าไหร่ไม่มีใครบอกได้  ธนาคารก็เลยเพื่อความอยู่รอดต้องกันเงินสดให้มากที่สุดเลยไม่ทำการปล่อยกู้ให้ธุรกิจปกติ  เลยกลายเป็นปัญหาวงกว้างกระทบธุรกิจอื่น

ส่วนกรณี Evergrande ถึงขนาดหนี้สินจะใหญ่  แต่ทุกคนรู้ว่าใครเป็นใคร  รู้ว่าคนที่ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้นี่คือใครกันแน่  หนี้สินที่มีปัญหานี่มันขนาดเท่าไหร่กันแน่  ใครเป็นเจ้าหนี้บ้าง  และรัฐบาลจีนเองก็ดูไม่น่าจะนิ่งดูดาย  คือรัฐบาลเองน่าจะเข้ามาเพิ่มสภาพคล่องให้ธนาคารให้สามารถปล่อยกู้ให้ธุรกิจอื่นได้ตามปกติ  ในขณะที่คอยตามให้ Evergrande ค่อยๆขายทรัพย์สินชำระหนี้ตามกระบวนการปกติ

สิ่งที่เราอาจจะต้องตามดูคือนอกจาก Evergrande มันจะมีบริษัทอื่นในธุรกิจเดียวกันเจีงแบบเดียวกันเยอะมั้ย  ตอนนี้ได้ยินว่ามีตามมาอีก 2 เจ้าละคือ Fantasia กับ Sinic ที่เริ่มมีไม่สามารถจ่ายหนี้ได้  ถ้าเกิดมันลุกลามในวงกว้างแทนที่จะแค่ 2-3 บริษัทกลายเป็นเจ๊งทั้งอุตสาหกรรมขึ้นมา  แบบนั้นก็จะมีความเสี่ยงเยอะขึ้นเยอะเลย

 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

ควรลงทุนหุ้นต่างประเทศหรือหุ้นไทยมากกว่ากัน ? สัดส่วนเท่าไหร่ ? ประเทศไหนดี ?

Should you invest in global or local stock ? At what proportions ? And if global, which country ?

ควรลงทุนหุ้นต่างประเทศหรือหุ้นไทยมากกว่ากัน ? สัดส่วนเท่าไหร่ ? ประเทศไหนดี ?

อันนี้เป็นวีดิโอต่อเนื่องจากก่อนหน้านี้ที่เราทำวีดิโอเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ  ผมรวบรวมคำถามเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นต่างประเทศที่คนถามเข้ามาเพิ่มเติมและยังไม่เคยตอบในวีดิโอครับ

ผมลงทุนในหุ้นไทยหรือหุ้นต่างประเทศมากกว่ากัน ?

ในเวลานี้เงินลงทุนอยู่ในหุ้นต่างประเทศเยอะกว่าเยอะครับ  ประมาณ 90% ได้  แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ชอบหุ้นไทยนะ  ที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศเยอะขนาดนั้นหลักๆเลยเพราะอย่างที่บอกอยู่ตลอดผมซื้อหุ้นประเภทที่ได้รับผลกระทบจากโควิดและต่างประเทศฉีดวัคซีนเร็วกว่าไทย  ดังนั้นเศรษฐกิจเค้าควรจะฟื้นก่อน  และถ้าโชคดีคือหุ้นต่างประเทศก็อาจจะฟื้นก่อนประเทศไทย  ถ้าเป็นแบบนั้นผมก็จะขายหุ้นในต่างประเทศและดึงกลับมาลงทุนในไทยต่ออีกที  กะฉวยโอกาสทำกำไรจากโควิดหลายครั้ง  แต่ถ้าโชคไม่ดีหุ้นทั่วโลกฟื้นพร้อมๆกันก็ไม่เป็นไรยังไงก็กำไรอยู่ดีแค่อดกำไรเยอะเฉยๆ

ในความเห็นผม  ควรลงทุนในหุ้นไทยหรือหุ้นต่างประเทศมากกว่ากัน ? สัดส่วนเท่าไหร่ดี ?

จริงๆอันนี้มันแล้วแต่คนมาก  ยังไงก็ได้นะ  แต่โดยรวมคือผมว่าขึ้นอยู่กับเราตั้งใจจะศึกษาด้วยตัวเองแล้วซื้อหุ้นรายตัวหรือเปล่า

ถ้าสมมติเรากะศึกษาด้วยตัวเอง  งั้นอย่างนั้นไทยหรือต่างประเทศก็ไม่ค่อยเกี่ยวละ  เพราะเราก็ต้องมองหาบริษัทที่เข้าข่ายแนวการลงทุนของเราและมันก็ไม่เกี่ยวว่ามันอยู่ประเทศไหนป้ะ  เช่นอย่างผมคือมองหาบริษัททำธุรกิจที่เราชอบ, มีความเข้าใจและเชื่อว่ามันจะทำได้ดีต่อไปในอนาคตแล้วก็เล็งซื้อตอนมันราคาตกจากปัญหาที่คิดว่าชั่วคราว  ผมมองหาแบบนี้เป็นหลักและไม่สนว่ามันจะอยู่ประเทศไหน  ถ้าโอกาสแบบนี้หาได้ในไทยผมก็ซื้อหุ้นไทย  ถ้าหาเจอในหุ้นต่างประเทศผมก็ซื้อหุ้นประเทศนั้น  ความสำคัญของภาพรวมของประเทศหรืออะไรมันจะน้อยลงไปละ  เพราะเราไม่ได้ซื้อประเทศเราซื้อบริษัทที่บังเอิญอยู่ในประเทศนั้น  ดังนั้นในกรณีนี้ที่ถามว่าควรลงทุนต่างประเทศหรือไทยสัดส่วนเท่าไหร่จึงไม่มีความเกี่ยวข้องอะไร

แต่สมมติเราตั้งใจลงทุนกระจายความเสี่ยงด้วยกองทุน  ไม่ได้กะจะมาเลือกหุ้นรายตัว  งั้นเราสมควรมองภาพรวมของประเทศละ  เพราะเรากำลังซื้อภาพรวมของประเทศนั้นๆอยู่  ในกรณีนี้ผมว่าถ้าไม่ซีเรียสก็หุ้นไทย 50% ต่างประเทศ 50% ก็ได้นะ  วัตถุประสงค์คือการกระจายความเสี่ยงใช่มะ  กระจายประมาณนี้บวกลบก็น่าจะโอเคละ  แต่ทั้งนี้คือแล้วแต่คนสุดๆ  เอาไงก็เอาเถอะ  ถ้าใครอยากจะ 100% กระจายหุ้นทั่วโลกเลยก็ได้นี่  มันจะมีกองทุนที่ลงทุนตามดัชนีหุ้นทั่วโลกอยู่แล้วครับเช่นกองทุนที่ลงทุนตาม MSCI ACWI เป็นต้น

ต่างประเทศไปประเทศไหนดี ?

ถ้าไม่คิดอะไรมากก็กระจายสุดๆไปเลยก็ได้  อย่างที่บอกว่ามี MSCI ACWI  หรือไม่งั้นจะเลือกประเทศที่เราสนใจเชื่อว่ามีอนาคตก็ได้  แต่ต้องเข้าใจว่าทุกประเทศมันก็มีปัญหาของมันนะ  ไม่ใช่มีแต่เรื่องดี  อย่างอินเดียก็มีพวกเรื่องโกง, จีนเร็วๆนี้ก็มีรัฐบาลออกมาพยายามแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ, เวียดนามก็ยังไม่ได้เปิดให้ต่างชาติลงทุนเต็มที่  กองทุนที่ลงทุนในหุ้นเวียดนามก็ยังมีน้อย, ประเทศเจริญแล้วต่างๆส่วนใหญ่โตช้า

สรุปแล้วอย่าไปคิดอะไรเยอะไป  เอาประเทศที่เราคิดว่าดีแหละ  แค่อย่าไปคิดว่ามันจะดีแบบไม่มีข้อเสียเลยเท่านั้นเอง  คิดซะว่าการลงทุนในต่างประเทศด้วยนอกเหนือจากไทยเป็นการกระจายความเสี่ยงครับ

กองทุนต่างประเทศเราซื้อได้มั้ย ?

ได้  พวก ETF นะ  ซื้อได้เหมือนหุ้นต่างประเทศธรรมดาเลย  เราไปทำการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศซะ  แล้วเราก็จะซื้อ ETF ได้ครับ

เงินไม่เยอะควรไปลงทุนต่างประเทศมั้ย ?

พิจารณาเทียบกับค่าธรรมเนียมขั้นต่ำละกันครับ  คือถ้ามันคุ้มก็ไม่มีปัญหา  ถ้าดูแล้วไม่คุ้มก็อย่าไป  อย่างหุ้น US ปัจจุบันผมเห็นของ SCBS เค้า 4.99 USD นะซึ่งคือประมาณ 150 บาทใช่มะ  ดังนั้นสมมติซื้อดัวยเงินซัก 50,000 บาท  ค่าธรรมเนียมมันจะคิดเป็น 0.3% ของมูลค่าการซื้อขาย  ก็แพงกว่าซื้อหุ้นในไทย 0.15% แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้นะ  แต่สมมติบอกซื้อ 10,000 บาท  ค่าธรรมเนียมซื้อขายมันจะกลายเป็น 1.5% ซึ่งเริ่มแพงเว่อร์ละ  เช็คเรื่องค่าธรรมเนียมกับโบรกเกอร์ที่เราจะเปิดกับเค้าดูครับ

ลงทุนหุ้นต่างประเทศแบบ DCA ได้มั้ย ?

เข้าใจว่าส่วนใหญ่คนที่ถามนี่เค้าจะรู้สึกว่า DCA มีปัญหาเพราะเรื่องค่าธรรมเนียม  ผมก็แนะนำว่า DCA ทุก 6 เดือนก็ได้นี่  DCA มันขอให้สม่ำเสมอก็ใช้ได้  ไม่ได้มีใครบอกว่ามันต้องทุกเดือนนี่ครับ

 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

ถือเงินสดเยอะเกินไป ไม่ใช่เรื่องดี

Why holding too much cash is a problem

ถือเงินสดเยอะเกินไป ไม่ใช่เรื่องดี

ในวีดิโอนี้ผมพยายามจะอธิบายว่าทำไมการให้ทรัพย์สินเราอยู่ในรูปเงินสดเยอะเกินไปถึงไม่ดี

คือช่วงที่ผ่านมาผมเจอหลายคนที่เค้าถือเงินสดหรือเงินฝากเป็นสัดส่วนใหญ่มากของทรัพย์สินทั้งหมด  ส่วนใหญ่เหตุผลหลักคือเพราะรู้สึกว่ามันปลอดภัยไม่อยากเสี่ยงกับเหตุผลรองลงมาคือไม่รู้จะไปลงทุนในอะไรดี

ประเด็นที่ผมอยากจะบอกคือ  การถือเงินสดไว้บ้างนี่มันโอเคนะ  เพราะมันเป้นทรัพย์สินที่เด่นเรื่องสภาพคล่องสูง  ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรที่เราต้องใช้เงินขึ้นมาหรือเราตกงาน  การมีเงินสดสำรองไว้ก็จะทำให้ชีวิตปลอดภัย  แต่การถือเงินสดเยอะเกินไปเป็นอะไรที่เสี่ยงต่ออนาคตในระยะยาวไม่ใช่อะไรที่ปลอดภัย  เพราะหนึ่งเลยคือการถือเงินสดเท่ากับปล่อยให้ทรัพย์สินเราด้อยค่าไปเรื่อยๆหรือพูดอีกแบบนึงก็คือการถือเงินสดเท่ากับขาดทุนชัวร์

เหตุผลเพราะว่าแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยในระยะยาวเป็นขาลงเหมือนกันเกือบทุกประเทศ  ในขณะที่เงินเฟ้อส่วนใหญ่จะคงที่

อัตราดอกเบี้ยก็มีแนวโน้มที่จะต่ำแบบนี้ต่อไป  เพราะความต้องการสินเชื่อโดยรวมก็ต่ำลง  ในขณะที่คนมีการออมเยอะขึ้น  ซึ่งอาจจะมาจากคนอายุยืนขึ้น  บวกกับในปัจจุบันการปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อให้กลับไปสู่สภาพปกติถูกมองว่าเป็นนโยบายที่จะทำให้เศรษฐกิจหยุดโต  และในโลกมันก็มีเรื่องนู่นนี่โผล่มาทำให้คนกังวลกับสภาพเศรษฐกิจได้บ่อยๆ  อย่างช่วงก่อนโควิดนั่นก็มี Trump กับจีนแข่งกันตั้งกำแพงภาษีจนเริ่มมีผลกับเศรษฐกิจ  ตอนนั้น fed ก็มีปรับอัตราดอกเบี้ยลงมา

ดังนั้นสรุปแล้วการเก็บเงินอยู่ในรูปเงินสดเยอะไปมันเป็นภาระกับอนาคตของคุณแหละ  มันจะอันตรายแบบ slow death  อาจจะรู้สึกสบายใจตอนนี้ว่าเงินไม่หาย  แต่มันจะไปเงินไม่พอหรือไม่ก็ต้องลดระดับคุณภาพชีวิตตอนแก่ครับ

งั้นเราควรถือเงินสดเยอะแค่ไหน  ผมว่าเผื่อไว้สำหรับ

  • ค่าใช้จ่ายกรณีที่เกิดไม่มีรายได้  6 เดือนหรือนานเท่าที่คุณรู้สึกปลอดภัย
  • ค่าใช้จ่ายขนาดใหญ่ที่วางแผนไว้ว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้

ส่วนที่เกินจากนั้นผมว่าคุณควรเอาไปลงทุนระยะยาว  แล้วก็แยกเงินที่กันไว้กับลงทุนเป็นคนละก้อนกัน  ถ้าเป็นไปได้เริ่มลงทุนเลยต่อให้รู้สึกไม่มั่นใจกับเศรษฐกิจแค่ไหนก็ตาม  อย่ากังวลมากเพราะถ้าตามสถิติต่อให้เราลงทุนไปช่วงหุ้นแพงพอดี  ในระยะยาวมันก็ยังดีกว่าเงินสดอยู่ดี  

ส่วนเรื่องลงทุนในอะไรดีจริงๆไม่ได้ต้องคิดมากก็ได้  ถ้าเอาง่ายสุดผมว่ากองทุนดัชนี SET เลย  เงินลงทุนเราจะกระจายในธุรกิจหลายประเภทในไทย  และโดยรวมเราก็จะโตไปไม่แพ้ประเทศไทยโดยรวม  หรือถ้ารู้สึกหุ้นเสี่ยงไปก็หุ้นกู้ก็ได้  เร็วๆนี้ผมเพิ่งเห็น CPALL ออกหุ้นกู้ผลตอบแทน 3% อยู่  แค่นั้นก็ดีกว่าเงินฝากละครับ

 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

ซื้อหุ้นแบบทยอยซื้อ หรือแบบรวดเดียวไปเลย ดีกว่ากัน ?

Should I buy stocks periodically or rather a big one time buy ?

ซื้อหุ้นแบบทยอยซื้อ หรือแบบรวดเดียวไปเลย ดีกว่ากัน ?

มีคนถามว่าเค้ามีเงินลงทุนอยู่ก้อนนึง  อยากจะเอามาลงทุนในหุ้นระยะยาวไม่ได้กะซื้อขายบ่อยๆ  ควรจะทยอยลงทุนซื้อทีละหน่อยแบบ DCA หรือลงทุนแบบซื้อเยอะๆทีเดียวเลยดี

เอาจริงๆผมว่าอันนี้มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ต้องมากังวลหรือคิดอะไรมากเกินไป  ยังไงก็ได้แหละครับ

ถ้าเอาตามวิชาการจริงๆเลยนะ  ควรลงแบบรวดเดียวหรืออย่างน้อยถ้าจะทยอยก็ไม่ควรจะยืดยาวใช้ระยะเวลานาน  สาเหตุเพราะโดยเฉลี่ยภาพรวมตลาดหุ้นเป็นทิศทางขาขึ้นมากกว่าขาลง  ดังนั้นการลงทุนยิ่งเร็วก็จะยิ่งทำให้เงินเราไปอยู่ในหุ้นเร็วขึ้นได้ประโยชน์จากการที่ตลาดโดยรวมสูงขึ้น  และโดยเปรียบเทียบแล้วผลตอบแทนเฉลี่ยของหุ้นก็ดีกว่าการถือเงินสดหรือเงินฝากด้วย

แต่การทยอยซื้อแบบ DCA ก็มีข้อดีในเรื่องความสบายใจครับ  ตรงที่มันลดความเสี่ยงกรณีที่ตอนที่เราเริ่มซื้อหลังจากนั้นตลาดมันตกพอดี  ลดความเสี่ยงที่เราจะมาเสียดายทีหลังเวลาตลาดตกว่ารู้งี้รอดีกว่าอะไรประมาณนั้น  การทยอยซื้อมันก็จะเฉลี่ยๆไปซื้อตอนตลาดขึ้นบ้างลงบ้าง  แต่โดยรวมมันจะห่วยกว่าซื้อรวดเดียวเพราะตลาดโดยเฉลี่ยภาพรวมมันเป็นขาขึ้นไง  มันไม่ใช่ขึ้นหรือลง 50-50  ดังนั้นการ DCA ก็มักจะทำให้ได้ซื้อมาแพงมากกว่าที่จะได้ซื้อมาถูก

สรุปคือเอาที่เราสบายใจแหละ  ยังไงก็ได้  ถ้าเอาตามหลักการก็ซื้อรวดเดียวโดยเฉลี่ยผลลัพธ์ดีกว่า  แต่ถ้ากลัวจะเสียดายก็ซื้อเฉลี่ยครับ

 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

ผลประกอบการดี ทำไมราคาหุ้นไม่เห็นขึ้น ?

Why stock does not rise, even with good earnings report ?

ผลประกอบการดี ทำไมราคาหุ้นไม่เห็นขึ้น ?

มีคนสงสัยว่าทำไมหุ้นที่เค้าถืออยู่ผลประกอบการดีนะแต่ราคาหุ้นไม่เห็นขึ้นตาม

ก่อนอื่นที่อยากจะบอกคืออย่าใจร้อนครับ  ต่อให้ไม่มีปัจจัยอื่นมากระทบเลยบางทีมันต้องใช้เวลาซักพักเหมือนกันกว่าคนในตลาดจะเชื่อว่าบริษัทมันจะทำได้ดีจริงหรือจะทำได้ดีขึ้นต่อไปในอนาคต  หรือบางทีมันก็แค่ว่าบริษัทนี้คนยังไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าไหร่  มันต้องให้เวลาบริษัทพิสูจน์ตัวเองซักพักครับ

นอกเหนือจากนั้นแล้วบางทีในระยะสั้นมันมีเรื่องอื่นเข้ามาแทรกได้  คนอาจจะกังวลเรื่องโควิดอยู่

หรือบางที  ที่ผลประกอบการออกมาดีนั่น  ตลาดอาจจะคาดไว้อยู่แล้วก็ได้  หรือเผลอๆอาจจะดีนะแต่ดีน้อยกว่าที่ตลาดคาดก็ได้

ดังนั้นสรุปคืออย่าใจร้อน  ถ้าเรามั่นใจว่าบริษัทมีอนาคตผลประกอบการดีขึ้นต่อเนื่องไปอีกหลายปี  เราก็รออย่างใจเย็นครับ  ให้เวลาบริษัทมันทำได้ดีไปซักพักตลาดก็จะได้สติในที่สุดครับ

 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี