จะรู้ได้ยังไงว่าค่าใช้จ่ายพิเศษ มันจะเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวจริงๆ ?

How do we know one-time charge is really one time?

จะรู้ได้ยังไงว่าค่าใช้จ่ายพิเศษ มันจะเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวจริงๆ ?

จะรู้ได้ยังไงว่าค่าใช้zจ่ายพิเศษ มันจะเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวจริงๆ ?
คำถามนี้ยาก ทุกบริษัทเวลาที่รายงานค่าใช้จ่ายพิเศษก็แน่นอนว่าต้องบอกว่ามันเป็นอะไรที่พิเศษไม่ได้มีบ่อยๆอยู่แล้ว

ผมไม่ได้มีวิธีการอะไรเป็นพิเศษ โดยปกติก็จะดูว่า

1. รายการที่ว่านั่นคืออะไร มีเหตุการณ์อะไรที่สอดคล้องและเราเห็นที่มาของรายการนั่นหรือเปล่า ถ้าเห็นที่มาชัดเจนก็ดูว่าเหตุการณ์ที่เป็นเหตุให้มีค่าใช้จ่ายพิเศษนี่มันเป็นเหตุการณ์ครั้งเดียวจริงมั้ย หรือถ้ารายการนั่นไม่มีรายละเอียดชัดเจนปกติผมก็จะระแวงไว้ก่อน
2. ปีก่อนๆมีรายการแบบเดียวกันมั้ย ถ้าเห็นมีแบบเดียวกันอยู่เป็นระยะงั้นผมก็จะตั้งสมมติฐานว่าค่าใช้จ่ายพวกนี้จะมีอยู่ตลอดไปก่อน
3. ผู้บริหารในอดีตมีการสื่อสารที่ดีมั้ย คือถ้าดูแล้วในอดีตเค้าพูดถึงปัญหาเล่าให้ฟังแบบเปิดเผยปกติ แบบนั้นผมก็จะเชื่อไว้ก่อน แต่ถ้าที่ผ่านมาปกติชอบเลี่ยงการพูดถึงปัญหาหรือดูแนวพูดแต่เรื่องดีผมก็จะระแวงไว้ก่อน

เหตุการณ์แบบไหนที่เราต้องแคร์ ?

What kind of events should we be worried about?

เหตุการณ์แบบไหนที่เราต้องแคร์ ?

วีดิโออันนี้ เราจะคุยเรื่อง เหตุการณ์แบบไหนที่เราควรจะต้องแคร์บ้าง

วีดิโอหัวข้อนี้เริ่มจากการที่มีคนถามเกี่ยวกับหุ้นจีน แล้วเค้าก็ยกสาเหตุที่ทำให้หุ้นจีนตกขึ้นมาชุดนึง และบอกว่ามันคงจะกระทบพื้นฐานบริษัทไปพอสมควร แบบนี้ควรจะลงทุนมั้ยหรือขายหรือยังไง ผมสังเกตว่าสาเหตุมันดูมั่วๆไงไม่รู้เกี่ยวบ้างไม่เกี่ยวบ้าง ก็เลยทำวีดิโออันนี้ขึ้นมาครับ

ปัจจัยหรือเรื่องอะไรซักเรื่อง มันจะมีผลกับบริษัทได้อยู่หลายแบบดังนี้
1. ไม่มีผล
2. มีผลกับราคาหุ้นเฉยๆ
3. มีผลกับผลประกอบการของบริษัท แต่ไม่ใช่อะไรถาวร
4. มีผลกับผลประกอบการของบริษัทแบบถาวร

เพื่อความเข้าใจตรงกัน จุดยืนเวลาผมลงทุนนี่มันง่ายมาก ย้ำอีกรอบนะ คือผมฉวยโอกาสซื้อหุ้นที่ดีในราคาที่ถูกผิดปกติโดยอาศัยตอนคนเค้าตกใจกัน โดยผมก็จะพิจารณาว่าเหตุการณ์ที่ทำให้หุ้นตกนั่นมันมีผลอะไรถาวรกับบริษัทหรือเปล่า ถ้าไม่มีหรือมีผลชั่วคราวก็ยอดเยี่ยมเลย เพราะผมลงทุนระยะยาวรอได้อยู่ละ เราลงทุนข้ามช็อตดักคนอื่นไปก่อนเลย

ดังนั้นจะสังเกตว่า คีย์เวิร์ดคือมีผลกับผลประกอบการของบริษัทแบบถาวรมั้ย แค่นั้น ที่เหลือนอกจากนั้นคือเรื่องไร้สาระที่ผมจะปล่อยให้พวกที่ถือยาวไม่ได้ความอดทนไม่ถึงเค้าคุยกันไปครับ

และเวลาเราพูดถึงว่าอะไรซักเรื่องกระทบกับพื้นฐานของบริษัท ทำให้หุ้นพื้นฐานเปลี่ยนนะ เรากำลังพูดถึงว่าเรื่องนั้นมีผลกับผลประกอบการของบริษัทแบบถาวรครับ แบบอื่นเค้าไม่เรียกว่ากระทบพื้นฐานของบริษัทครับ

ทีนี้เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เดี๋ยวเราเอาตัวอย่างขึ้นมาพูดถึงซิ อย่างเคสที่มีคนถามที่เค้าถามถึงหุ้นจีนโดยรวม และพูดถึงเหตุการณ์ต่างๆดังนี้

รัฐบาลจีนกดดันบริษัทใหญ่
อันนี้ไม่มีรายละเอียดว่าพูดถึงอะไร แต่พอเข้าใจได้ว่าน่าจะเป็นนโยบายรัฐบาลที่เพ่งเล็งไปที่ธุรกิจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างเคสนี้ถือเป็นปัญหาถาวรมั้ย

สมมติพูดถึงหุ้นจีนโดยรวม ซึ่งเป็นมุมมองระดับประเทศรวมทุกอุตสาหกรรมอยู่ในนั้น ก็ชัดเจนอยู่แล้วมั้ยว่าไม่เป็นสาระ ไม่ใช่เรื่องใหญ่แบบว่าเศรษฐกิจจีนจะเละหรืออะไร

แต่ถ้าดูในระดับบริษัท สำหรับธุรกิจที่โดนเพ่งเล็ง ถ้ารัฐบาลจีนปรับเงินเฉยๆ อันนี้ก็อาจจะไม่ใช่ถาวร แต่ถ้ารัฐบาลจีนออกนโยบายที่มันกระทบทำให้ลูกค้าไม่ซื้อของอันนี้จะเป็นถาวรละ เช่นบอกจำกัดไม่ให้เด็กเรียนพิเศษช่วงปิดเทอมหรือเสาร์อาทิตย์อะไรแบบนั้น บริษัทที่เป็นกวดวิชาก็คือเละ ห้ามเด็กเล่นเกม บริษัทที่ทำเกมก็เดือดร้อน

ส่วนบริษัทที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกลุ่มที่โดนเพ่งเล็ง ก็ไม่นับว่าเป็นปัญหาถาวร เผลอๆไม่เกี่ยวกับผลประกอบการด้วยซ้ำ

Zero Covid
อันนี้มันก็ชั่วคราวตั้งแต่นโยบายละนี่ ก็ชัดอยู่แล้วว่าไม่ใช่อะไรถาวรแน่

บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ล้ม
ในระดับประเทศ เรื่องนี้มันทำให้ความสามารถในการแข่งขันของจีนลดลงหรืออะไรมะ ไม่อยู่แล้วนี่ ดังนั้นก็ไม่ใช่อะไรถาวร ระยะสั้นอาจจะมีก็ได้นะ ถ้ารัฐบาลไม่ระวังปล่อยให้มันลามไปกระทบกลุ่มธุรกิจอื่น แบบธนาคารเจ๊งตามหรืออะไร แต่ก็ไม่ใช่อะไรถาวรสำหรับระดับประเทศอยู่ดี
ส่วนระดับบริษัท อาจจะมีผลกระทบถาวรกับบางบริษัทได้ เช่นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัยพ์ที่เจ๊ง หรือบริษัทที่เเกี่ยวข้องเป็นเจ้าหนี้อยู่เลยเจ๊งตาม อะไรประมาณนั้น พวกเจ๊งเลยนี่ก็จะปัญหาถาวร

ส่วนพวกธุรกิจที่ไม่เกี่ยวก็แทบไม่มีผล อย่างมากมีผลก็ชั่วคราวอีกอยู่ดี

สงครามรัสเซีย-ยูเครน
ก็ชัดเจนว่าชั่วคราวอยู่แล้วมั้ย หรือเชื่อว่าสงครามนี่มันคือจะเป็นปัญหาถาวรที่จะรบกันไปเรื่อยๆ แล้วจีนนี่เดือดร้อนยังไงนะ ซื้อพลังงานจากรัสเซียปกตินี่

ตึงเครียดไต้หวัน
แล้วมันยังไงรึ คือมีผลกับผลประกอบการของบริษัทไหนยังไงเหรอ อาจมีบางบริษัทที่นำเข้าสินค้าจากไต้หวันมั้ง แต่เค้าก็ไปนำเข้าจากที่อื่นครับ

แต่สมมติมันกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ขึ้นมางี้ โอเคอันนี้เริ่มดูจะถาวรละ คือเราไม่รู้เลยว่าจบสงครามบริษัทที่เราถือหุ้นนี่มันจะยังอยู่มั้ย แบบนี้ค่อยเกี่ยวหน่อย

Delist หุ้นออกจากตลาดหุ้นในอเมริกา
แล้วไงอีกเช่นกัน คือบริษัทพวกนั้นมันจะขายของได้น้อยลงหรืออะไร ถ้าไม่ได้ list อยู่ในตลาดหุ้น US น่ะนะ

ดังนั้นสรุปคือเราต้องมองไปที่ผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก สิ่งที่มันซีเรียสที่เราต้องแคร์คือเหตุการณ์ที่มีผลกระทบถาวรกับผลประกอบการของบริษัทครับ ที่เหลือคือไม่มีสาระอะไร และถ้าเราเป็นนักลงทุนระยะยาวนี่ จริงๆเราต้องเฮที่มีเหตุการณ์ชั่วคราวพวกนี้ด้วยซ้ำครับ ไม่งั้นเราจะฉวยโอกาสจากอะไรเหรอ
 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

จัดพอร์ตช่วงปีเกษียณ

Portfolio allocation during retirement

จัดพอร์ตช่วงปีเกษียณ

อย่างที่ทราบกันคือส่วนตัวผมลงทุนในหุ้น 100% เนอะ แล้วก็เคยพูดในวีดิโอเก่าๆอยู่ว่าถ้าสำหรับคนทั่วไปใช้แบบสัดส่วนหุ้นกับตราสารหนี้ หุ้นเท่ากับ 120-อายุ หรือ 100-อายุ ก็ฟังดูเข้าท่า สัดส่วนของหุ้นมันก็จะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น เท่านั้นไม่ได้มีไอเดียอะไรสำหรับคนที่กำลังเกษียณอายุเป็นพิเศษ

แต่เร็วๆนี้ ที่ทำงานผมออกโปรดักต์ที่สำหรับการจัดการพอร์ตการลงทุนเพื่อการเกษียณ มันก็เลยบังคับให้ผมต้องพิจารณาเรื่องนี้ละเอียดมากขึ้น

ความแตกต่างสำคัญเลยสำหรับคนที่เกษียณก็คือ มันจะมีความจำเป็นต้องใช้เงิน และโดยปกติก็จะต้องมีการดึงเงินออกจากพอร์ตค่อนข้างสม่ำเสมอ อาจจะไม่เท่ากันทุกปีแต่ใกล้เคียง

ความซับซ้อนที่เกิดขึ้นจากการที่มีความจำเป็นต้องถอนเงินออกจากพอร์ตอย่างสม่ำเสมอคือ ในปีที่มูลค่าทรัพย์สินมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางลบเยอะ การดึงเงินออกถึงแม้จะเป็นเงินจำนวนเท่าเดิมแต่จะเป็น % ที่ใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าพอร์ต มันจะทำให้การที่พอร์ตจะฟื้นกลับมาทำได้ยากขึ้น ยิ่งถ้าสมมติเหตุการณ์ที่ว่านั่นเกิดขึ้นในปีแรกๆที่เกษียณ มันจะทำให้โอกาสในการเกษียณได้ปลอดภัยน้อยลงมาก เช่นสมมติพอร์ตตอนแรก 100 บาท แล้วเรากะจะถอน 10 บาททุกปี ไปตลอด 10 ปี ถ้าสมมติว่าตลอดช่วง 10 ปี ทุกปีผลตอบแทนมันจะเท่ากับ 5% ตลอดเลยนะ ยกเว้นปีเดียวที่จะ -20% ผลลัพธ์มันจะต่างกันมากเลยถ้าปีที่ติดลบนั่นเกิดขึ้นเร็วเทียบกับเคสกรณีที่ -20% นั่นเกิดหลัง

ดังนั้นมันก็เลยต้องมีการวางแผนมากกว่าพอร์ตปกติ เรื่องของเสถียรภาพและการมี buffer สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเผื่อถอนเลยกลายเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมา

หลังจากที่ศึกษาอยู่ซักพัก รวมถึงการทดลองทำ simulation ด้วย ตอนนี้สิ่งที่เจอคือ
1. การจัดสัดส่วนแบบ fixed ตัว % อาจจะไม่ได้เหมาะซะทีเดียว เพราะบางทีมันขึ้นอยู่จำนวนเงินที่มีและการใช้จ่ายที่ต้องถอนออกไปด้วย
2. เริ่มเห็นด้วยกับคอนเซปต์ของการจัดแบ่งพอร์ตตามวัตถุประสงค์ (goal-based) แบบ 3 ตะกร้า ซึ่งคือบอกว่า
– ตะกร้าแรกลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำมาก ใช้สำหรับสำรองเป็นสภาพคล่องเผื่อถอน
– ตะกร้าที่สองเน้นความเสี่ยงปานกลางเช่นพวกหุ้นปันผลหรือกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว ถ้าเป็นไปได้เอาแบบมีปันผลหรือดอกเบี้ยสม่ำเสมอด้วยจะดีมาก เอาไว้สมทบตะกร้า 1 ในปีปกติจะได้มีความจำเป็นต้องขายสินทรัพย์จากตะกร้า 2 หรือ 3 น้อยหน่อย หรือเอาไว้ซื้อตะกร้า 2 หรือ 3 เพิ่มเติมในปีที่สินทรัพย์ราคาตก
– ตะกร้าที่สามลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นมาหน่อยได้ เพื่อให้เงินมีเวลามีโอกาสในการเติบโตแล้วมาช่วยสมทบกับสองตะกร้าที่เหลือในอนาคต

3. การจัดระเบียบแบบนี้ก็ทำให้จัดการแบบเห็นภาพง่ายกว่า

การจัดพอร์ตควรจะอิงจากความจำเป็นต้องใช้เงินมากกว่าที่จะเป็น % เช่น

ตะกร้า 1 ควรจะมีเงินอยู่ในตะกร้า 1 เป็นจำนวนมากพอที่จะดึงมาใช้สำหรับ 1-2 ปี ส่วนตัวมองว่าประมาณปีกว่าๆกำลังดี หรือในกรณีที่มีเงินเยอะอยู่แล้วก็ 2 ปีก็ได้ ความสำคัญของการที่จัดแบบนี้คือเผื่อในกรณีที่ตลาดหุ้นตกรุนแรงในปีนั้น ปลายปีก็จะสามารถถอนเงินมาใช้ได้จากตะกร้านี้ แล้วอาจจะพักไม่เติมตะกร้า 1 ไปซักปีนึง แบบนี้ก็จะไม่ต้องถูกบังคับขายสินทรัพย์ในตะกร้า 2 หรือ 3

ตะกร้า 2 ตะกร้านี้สำหรับคนทั่วไปควรจะมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดเป็นตะกร้าหลัก ส่วนตัวมองว่าควรจะมีเงินอยู่ในตะกร้านี้ซะ 8-10 เท่าของจำนวนเงินที่จะต้องเอามาใช้ในแต่ละปี นึกภาพว่าส่วนนี้ถ้าตะกร้า 1 หมดก็จะทยอยขายออกจากตะกร้านี้ไปเติมตะกร้า 1 ตะกร้า 1 กับ 2 มูลค่ารวมกัน ณ วันที่เริ่มจัดพอร์ตก็ควรจะอยู่รอดได้เกิน 10 ปีละ เพราะมันจะมีรายได้ที่ได้จากปันผลหรือดอกเบี้ยของตะกร้า 2 นี่มาช่วยสนับสนุนด้วย

ตะกร้า 3 ก็ที่เหลือนั่นแหละ ถ้าสัดส่วนตะกร้า 1 กับ 2 ได้ประมาณที่กะ แปลว่าส่วนของตะกร้า 3 นี่ก็จะมีระยะเวลาให้เติบโตนานเป็น 10 ปีทีเดียว ควรจะช่วยได้ในระดับหนึ่งละ ระหว่างทางเราอาจจะมีการทยอยขายตะกร้า 3 บ้างตามความเหมาะสมถ้าเห็นว่าราคาสินทรัพย์ขึ้นมาสูงหรืออะไร

โดยรวมก็ประมาณนี้

ถ้าเป็นไปได้ การถอนมาใช้แต่ละปีถ้าสามารถทำแบบ flexible ได้ด้วยก็จะดีมาก เช่นปีไหนที่ราคาสินทรัพย์ตกรุนแรง ปลายปีอาจจะถอนมาใช้น้อยหน่อย เพื่อให้เหลือเงินเยอะหน่อยสามารถเอาไปลงทุนหรือให้ขายตะกร้า 2 กับ 3 ออกมาน้อย ส่วนปีไหนที่สินทรัพย์มันผลตอบแทนดีมากก็อาจจะถอนมาใช้เยอะหน่อย ความยืดหยุ่นก็จะทำให้โอกาสที่แผนเกษียณจะสำเร็จมีสูงขึ้น

ไอเดียตอนนี้คร่าวๆก็เป็นประมาณนี้นะ

บริษัทซื้อหุ้นคืน แล้วทำไมหุ้นนั้นหายไป ?

Why does stock buyback reduce the stock outstanding? Aren't they with the company?

บริษัทซื้อหุ้นคืน แล้วทำไมหุ้นนั้นหายไป ?

วีดิโอนี้ผมตอบคำถามที่เจาะจงมาก คือมีคนสงสัยเรื่องการซื้อหุ้นคืนว่าทำไมบริษัทซื้อหุ้นคืนแล้วหุ้นมันถึงหายไปจำนวนหุ้นน้อยลงล่ะ หุ้นมันก็คือไปอยู่กับบริษัทไม่ใช่รึ

โอเค ผมใช้ตัวอย่างอันเดิมกับที่ใช้ในวีดิโอที่แล้วที่พูดถึงการซื้อหุ้นคืน (stock buyback) นะ สมมติบริษัทมีกำไร 5 ล้าน มีหุ้นอยู่ทั้งหมด 5 หุ้น แต่ละหุ้นก็เป็นเจ้าของกำไรของบริษัทหุ้นละ 1 ล้าน

ทีนี้สมมติมีการซื้อหุ้นคืนไป 1 หุ้น ก็ทำให้หุ้นทั้งหมดที่เหลืออยู่คือ 4 หุ้น คำถามของคนที่เค้าสงสัยมันอยู่ตรงนี้แหละ ทำไมมันเหลือ 4 หุ้นล่ะ หุ้นที่ซื้อคืนไปก็อยู่กับบริษัทไง ควรจะ 5 หุ้นเหมือนเดิมมั้ย

คำตอบคืองี้ จะมองว่ามัน 5 หุ้นเหมือนเดิมก็ได้ แต่ผลลัพธ์มันเทียบเท่ากับหุ้นที่ซื้อคืนหายไปเหลืออยู่ทั้งหมด 4 หุ้นอยู่ดี

เพื่อให้เห็นภาพก่อนอื่นบริษัทนี่กำไรเหมือนเดิม 5 ล้าน แล้วก็แบ่งให้กับ 5 หุ้น ได้หุ้นละ 1 ล้านเหมือนเดิม

แต่ทีนี้คำถามคือ ใครเป็นเจ้าของหุ้นอันนี้ที่บริษัทซื้อมานี่ล่ะ ก็ A, B, C, D ไง เพราะ A, B, C, D เป็นเจ้าของบริษัทถูกมะ ดังนั้น A, B, C, D ก็เป็นเจ้าของหุ้น E นี่ด้วยไง และควรได้รับส่วนแบ่งจากกำไรของ E นี่ถูกมะ

กำไรของ E 1 ล้านบาท ก็ถูกแบ่งให้หุ้นละเท่าๆกัน ได้ไปหุ้นละ 0.25 ล้าน

สรุปรวมแล้วหุ้น A, B, C, D แต่ละหุ้นก็เลยมีสิทธืในกำไรรวมทั้งสิ้น 1.25 ล้าน

หรือมองอีกแบบนึงก็คือว่าหุ้น E นั่นหายไปละ บริษัทกำไร 5 ล้านบาท แบ่งให้กับ 4 หุ้นที่เหลือหุ้นละเท่าๆกันได้หุ้นละ 1.25 บาท

นี่ไง เท่ากันละ จะมองว่ามี 5 หุ้นก็ได้ แต่มันมีค่าเท่ากับมีหุ้นอยู่ 4 หุ้น เพราะหุ้นนึงมันกับอยู่กับบริษัทครับ เห็นภาพมะ
 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

ดอกเบี้ยขาขึ้น มีผลกับหุ้นปันผลยังไง ?

How does rising interest rate affect dividend stocks?

ดอกเบี้ยขาขึ้น มีผลกับหุ้นปันผลยังไง ?

ดอกเบี้ยขาขึ้น มีผลกับหุ้นปันผลยังไง ?

วันนี้ผมมาเล่าเกี่ยวกับบทความอันนึงของ Morningstar ซึ่งผมรู้สึกว่าข้อมูลเค้าน่าสนใจมาก บทความนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับหุ้นปันผล ว่ามันได้รับผลกระทบจาก factor อย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยอย่างไรบ้าง

โดยไอเดียคือ หุ้นปันผลโดยเฉพาะพวกที่จ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ มักจะเป็นหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงทางการเงิน และคนส่วนใหญ่ที่ถือหุ้นกลุ่มนี้คือชอบตรงความเสถียรของมัน ชอบตรงที่มันมีการได้รับปันผลสม่ำเสมอ ในช่วงที่ตลาดหุ้นตก หุ้นปันผลส่วนใหญ่ก็จะตกน้อยกว่า เข้าใจว่าเพราะส่วนนึงคือมี yield support มีปันผลอยู่คนเลยไม่ค่อยอยากขาย กับส่วนนึงคิดว่าเพราะบริษัทพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ฐานะทางการเงินเข้มแข็ง

แต่ทีนี้ในสถานการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยล่ะ หุ้นปันผลจะเป็นยังไง

โดยหลักการหุ้นปันผลมันจะมี character คล้ายตราสารหนี้ตรงที่มันคาดหวังการจ่ายปันผลสม่าเสมอ แต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น มันก็จะทำให้ปันผลนั่นดูน่าสนใจน้อยลง และหุ้นปันผลก็ควรจะตกคล้ายกับตราสารหนี้ด้วยเหมือนกัน คำถามคือมันเป็นอย่างนั้นใช่มั้ยและเป็นเยอะขนาดไหน Morningstar เค้าก็ทำการศึกษาครับ

สิ่งที่เค้าทำคือดูย้อนไปถึงปี 1953 แล้วก็ไปดูรายเดือนอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี จัดลำดับเรียงว่าเดือนไหนขึ้นเยอะสุดไปถึงน้อยสุด กลุ่มเดือนที่ขึ้นเยอะสุด 25% แรกก็นับเป็นกลุ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้น ต่ำสุด 25% ก็นับเป็นช่วงตก และพวกที่อยู่ตรงกลางก็เรียกว่านิ่งๆ แล้วหลังจากนั้นก็ดูผลตอบแทนในสถานการณ์ต่างๆของหุ้น โดยแบ่งเป็นหุ้นที่ไม่มีปันผลเลย และแบ่งหุ้นที่ปันผลเป็น 10 กลุ่มตามลำดับว่า yield สูงขนาดไหน

ผลที่ได้คือ ผลตอบแทนของหุ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงมีความแตกต่างกันมาก เห็นชัดเจนเลย คือข่วงดอกเบี้ยขาขึ้น หุ้นที่จ่ายปันผลยิ่งเยอะก็ดูเหมือนจะผลตอบแทนห่วย ซึ่งก็สอดคล้องกับสมมติฐานตอนแรกเลยที่บอกพออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นหุ้นพวกนี้ก็จะความน่าสนใจลด ส่วนช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาลงก็ดูจะชัดพอสมควร โดยรวมคือหุ้นที่ปันผล yield สูงดูจะทำได้ดีกว่า แต่ความสัมพันธ์ไม่ชัดเจนเท่าดอกเบี้ยขาขึ้นนะ

แต่ทีนี้ถ้าดูช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนิ่งๆ หรือดูรวมทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันก็จะดูไม่ต่างกันเท่าไหร่นะ หุ้นปันผลต่ำหรือสูงก็ดูไม่ต่างกันมาก อันที่แย่สุดเป็นหุ้นที่ไม่จ่ายปันผล ซึ่งก็อาจจะมาจากการที่หุ้นที่ไม่จ่ายปันผลอาจจะมีบริษัทที่ค่อนข้างใหม่ขนาดเล็กปนอยู่เยอะ แล้วในระยะยาวหุ้นพวกนั้นก็เสี่ยงเจ๊งมากกว่าหรือเปล่า

ต่อมา เค้าก็ลองหา sensitivity ของหุ้นไม่ปันผลกับปันผลในระดับต่างๆว่า sensitive กับ market movement หรือการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยขนาดไหน ตัวเลขที่ได้ขนาดจะเป็นตัวกำหนดว่า sensitive มากหรือน้อย ส่วนบวกหรือลบจะเป็นการบอกความสัมพันธ์ว่าวิ่งไปทางเดียวกันหรือตรงข้ามกัน

สิ่งที่เจอคือ หุ้นที่มีการจ่ายปันผลยิ่งเยอะก็ดูเหมือนจะยิ่ง sensitive กับการขึ้นลงของตลาดหุ้นโดยรวมน้อย หุ้นที่ไม่จ่ายปันผลเลยก็ดูจะ sensitive มาก ส่วน sensivity กับการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ก็สอดคล้องกับผลตอบแทน คือหุ้นที่ปันผลมากจะเป็นตัวเลขลบแปลว่าถ้าอัตราดอกเบี้ยขึ้นผลตอบแทนจะลด

นอกจากนั้นเค้าก็ยังมีการพิจารณาปัจจัยเรื่องขนาดด้วยว่า บริษัทที่ขนาดใหญ่กับขนาดเล็กได้รับผลจากการปรับตัวขึ้นอัตราดอกเบี้ยขนาดไหน

อันนี้ก็ไม่เพี้ยนจากที่คาด โดยรวมหุ้นใหญ่ก็จะเสถียรกว่าหุ้นกลุ่มเล็กอยู่ละ

และสุดท้ายเค้ามีดูรายอุตสาหกรรมด้วยว่าธุรกิจกลุ่มไหนมีความสัมพันธ์ยังไงบ้างกับตลาดหุ้นโดยรวมและการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย

พวกที่ดูมีความสัมพันธ์ negative กับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ดูจะเป็นกลุ่ม defensive ที่มักจะเป็นพวกที่เข้มแข็งมากแล้ว มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ส่วนพวกที่เป็นพลังงานกับพวกสินค้า durable ที่ปกติตามสภาพเศรษฐกิจก็กลับกัน ช่วงที่ดอกเบี้ยมีการขึ้นก็มักจะเป็นช่วงเศรษฐกิจดี บริษัทพวกนี้ก็จะกำไรเติบโต ส่วนช่วงที่ต้องมีการลดอัตราดอกเบี้ยก็จะเป็นช่วงเศรษฐกิจไม่ดี พวกนี้ก็จะกำไรหด

สรุปแล้ว บทความนี้ก็สื่อให้เห็นว่าหุ้นที่จ่ายปันผลก็จะเสียเปรียบหน่อยช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นนะ แต่ทั้งนี้ถ้าดูโดยภาพรวมไม่ใช่ช่วงใดช่วงหนึ่งหุ้นที่มีปันผลก็จะทำได้ดีกว่าหุ้นที่ไม่มีปันผลอยู่ดี การถือบริษัทที่เข้มแข็งและมีการจ่ายปันผลก็ดูจะเป็นการลงทุนที่ดีกว่าอยู่ดีนะ

สำหรับคนที่อยากจะอ่านบทความนี้ของ Morningstar ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ครับ https://www.morningstar.com/articles/1084060/dividend-investors-dont-sweat-rising-interest-rates
 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

ถ้าต้องขายหุ้น ขายหุ้นไหนก่อน ?

If we have to sell, sell which stock first?

ถ้าต้องขายหุ้น ขายหุ้นไหนก่อน ?

ถ้าต้องขายหุ้น ขายหุ้นไหนก่อน ?

มีคนถามความเห็นเรื่องการขายหุ้น สมมติว่าจำเป็นต้องขายหุ้น เรามีวิธีการตัดสินใจมั้ยว่าขายหุ้นไหนก่อนดี เช่นควรจะขายหุ้นที่กำไรเยอะสุดหรือขายหุ้นที่กำลังขาดทุน หรือไม่ต้องสนใจขายเป็นสัดส่วนเท่ากันหมด หรือยังไงดี

อันนี้ไม่แน่ใจว่าที่มีคำถามนี้คือเป็นเพราะช่วง YTD ที่ผ่านมาพอร์ตขาดทุนหรือเปล่า ซึ่งถ้าคำตอบคือใช่ผมย้ำอีกทีว่า ไม่ควรขายหุ้นในช่วงที่ตลาด pessimistic ถ้าไม่ได้จำเป็นจริงๆกรุณาไปขายหุ้นตอนตลาดสดใสคนดีใจครับ

แต่ทีนี้สมมติจำเป็นต้องขายหุ้นจริงๆ โดยส่วนตัวผมก็จะเรียงตามนี้

1. เอาพวกที่ลักษณะธุรกิจที่ความเข้มแข็งน้อยสุดไปก่อน
เรื่องนี้คือกำลังพูดถึงสิ่งที่บริษัททำ ว่ามันมีความแน่นอนขนาดไหน คือลูกค้าต้องง้อบริษัทเลยมั้ย เรามั่นใจขนาดไหนว่าบริษัทจะยังทำได้ดีต่อไปในอนาคต บริษัทที่เข้มแข็งก็คือพวกที่มีความแน่นอนสูงมากว่าจะทำได้ดีต่อไป อาจจะมีความได้เปรียบบางอย่าง ลูกค้าต้องง้อ

ประเด็นนี้สำคัญสุด จากประสบการณ์คือจะเจอว่าบริษัทที่เข้มแข็ง สุดท้ายมันจะ surprise เราไปในทางที่ดี กำไรมันมักจะดีกว่ามาก และดังนั้นสมควรเก็บไว้สุดละ

2. ปัจจัยถัดมาก็น่าจะเป็นเรื่องว่าราคามันดูถูกมากหรือดูแพงขึ้นมาแล้ว ขายพวกที่แพงขึ้นมาแล้วก่อน
ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยรอง สมมติเราต้องเทียบระหว่างบริษัทที่เราว่าความเข้มแข็งพอกัน เราค่อยดูว่ามันถูกหรือแพงยังไง
เข้าใจว่ามันไม่มีทางกะได้เป๊ะแหละ กะคร่าวๆเอา

แล้วก็มักจะมีคนถามว่า สมมติมีเคสแบบ บริษัทนึงเข้มแข็งกว่าแต่ราคาขึ้นมาแล้ว ส่วนอีกบริษัทนึงเข้มแข็งน้อยกว่าแล้วราคายังต่ำหรือเราขาดทุนอยู่ เราขายอันไหนก่อน ผมก็ย้ำว่าให้เก็บบริษัทที่เข้มแข็งมากกว่าครับ โดยปกติพวกบริษัทที่เข้มแข็งมันจะทำได้ดีกว่าที่เราคาดนะ ดังนั้นหลีกเลี่ยงการขายบริษัทที่มีความเข้มแข็งมากๆ

 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

ปกติผมตามสถานการณ์เศรษฐกิจยังไง ?

How do I normally follow the economic news?

ปกติผมตามสถานการณ์เศรษฐกิจยังไง ?

ปกติผมตามสถานการณ์เศรษฐกิจยังไง ?

แน่นอนผมก็ตามพวกตัวเลขสำคัญเหมือนคนอื่นแหละ เช่นอัตราการว่างงาน, การจ้างงาน, การบริโภคของผู้บริโภค, ความเชื่อมั่นผู้บริโภค, การลงทุนของภาคธุรกิจ, ฯลฯ

แต่ที่ผมจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือรายงานผลการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งพอดีช่วงนี้ของไตรมาส 2 ทยอยออกพอดี ปกติผมก็จะตามฟังบ้างอยู่แล้วโดยเฉพาะบริษัทที่ถือหุ้นอยู่หรือมีความสนใจ แต่เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจมันมีความพิเศษ ผมก็เลยให้ความสนใจในการติดตามเยอะกว่าปกติเพราะบริษัทพวกนี้คือคนที่อยู่หน้างานจริง สัมผัสกับผู้บริโภคหรือลูกค้าในธุรกิจนั้นๆโดยตรง เค้าก็จะให้ภาพที่ชัดเจนมากขึ้นกับเราได้ว่าในเวลานี้เกิดอะไรขึ้นอยู่ในอุตสาหกรรมนั้นๆ สภาพเศรษฐกิจตอนนี้เป็นยังไง วีดิโอนี้ผมมาเล่าสรุปความเท่าที่ฟังมาให้ฟังครับ

ไทย
เริ่มจากบริษัทในไทยก่อน เท่าที่ดูคือยังออกมาน้อยอยู่
– Homepro อันนี้เค้าก็มีพูดถึงต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นนะ แต่เท่าที่เห็นบริษ้ทก็ยังทำได้ดีมากทีเดียว รายได้โตเล็กน้อย กำไรเติบโตอยู่
– พวกกลุ่มธนาคารดูเหมือนจะพูดไปทางเดียวกัน Bangkok Bank, Krungthai Bank, Siam Commercial Bank ก็มีการให้สินเชื่อเพิ่มขึ้น รายได้สินเชื่อเติบโต สำรองหนี้เสียลดลง และก็พูดตรงกันว่าเศรษฐกิจประเทศไทยน่าจะยังเติบโต การส่งออกเติบโต
– KTC กับ AEONTS ที่ทำบัตรเครดิตก็บอกว่ามียอดการใช้บัตรเยอะขึ้น รายได้เติบโต น่าจะแสดงว่าผู้บริโภคยังพร้อมที่จะใช้จ่ายอยู่ พวกสินเชื่อบุคคลก็เยอะขึ้น พวกนี้กำไรดีขึ้น
– SCC ที่ทำปูนอันนี้ผมก็มองว่าสะท้อนพวกการก่อสร้างและเศรษฐกิจโดยรวมได้ เค้าบอกว่าต้นทุนสูงขึ้นและความต้องการหดตัวลง สินค้าที่เป็นเคมีตัว volume น้อยลง ปูนซีเมนต์ก็ขาย volume น้อยลง น่าจะแปลว่าพวกกลุ่มก่อสร้างยังไม่ฟื้นนะ ความต้องการอาจจะยังไม่มา กำไรหดตัวลง

โดยรวมก็ไม่ได้ดูเลวร้ายเท่าไหร่นะ หวังว่าการที่เปิดให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจและการใช้จ่ายทำได้ดีต่อไป

US
ของ US ก็เช่นกันยังออกมาไม่ครบ แต่มีหลายอุตสาหกรรมอยู่
– Synchrony Financial, Discovery Financial, Visa, Mastercard พวกที่ออกบัตรเครดิตกับเป็นคนทำธุรกรรมบัตรเครดิตพูดไปในทิศทางเดียวกันว่าผู้บริโภคยังซื้อกันอยู่ ยอดการใช้จ่ายบัตรเครดิตสูงขึ้น จำนวนธุรกรรมสูงขึ้น

– พวกกลุ่มค้าปลีกนี่พูดไปในทางเดียวกันเลย คือเห็นต้นทุนแพงขึ้นทั้งสินค้า, ค่าขนส่งและค่าจ้างพนักงาน ผู้ประกอบการยังทยอยส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังสินค้าอยู่ยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้นก็คาดหมายได้ว่าเงินเฟ้อน่าจะยังสูงขึ้นอยู่ Walmart นี่กำไรลดลงเลยด้วย ส่วน Tractor Supply กำไรเพิ่มขึ้นแต่ก็บอกอยู่ว่า Volume ที่ขายลดลง
– กลุ่มขนส่งสินค้าผมดูไปแค่ CSX กับ Union Pacific ทั้งสองเจ้าพูดไปทางเดียวกันว่ามีความพยายามจ้างคนอยู่ ยังได้คนไม่พอและยังไม่กลับไปอยู่ในระดับปกติ ส่วนด้านต้นทุนแพงขึ้นบริษัทก็ผลักภาระต่อไปยังการขึ้นราคาค่าขนส่ง อันนี้ก็ภาพสอดคล้องกับที่กลุ่มค้าปลีกบอก
– ธุรกิจพวกการท่องเที่ยว ผมเห็น traffic ของ Mexico ฟื้นตัวสมบูรณ์ละ จำนวนผู้โดยสารเยอะกว่าปี 2019 แล้วด้วย อันนี้อ้างอิงจากบริษัทที่ทำสนามบินใน Mexico 2 เจ้าคือ Sureste กับ Pacifico ส่วนท่องเที่ยวทั่วโลกภาพยังไม่ชัดมาก ผมเห็นจาก Hilton Worldwide เค้าก็ดูฟื้นมาเยอะอยู่ RevPAR น้อยกว่าปี 2019 อยู่แค่ -2.1% เท่านั้น ก็คือเกือบเท่าไป 2019 มากละ รายได้ดีขึ้นกำไรดีขึ้น
– ร้านอาหาร BJ’s restaurants กับ Texas Roadhouse ก็มีปัญหาเหมือนกันคือรายได้โตขึ้น แต่ต้นทุนโตขึ้นเยอะกว่าที่คาด กำไรหดตัวลง แต่อย่างน้อยประเด็นเรื่องขาดคนดูเหมือนจะดีขึ้นละ
– ธุรกิจเครื่องมือ hand tools Makita กับ Stanley Black & Decker volume ขายตกลง และทั้งคู่มีต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้กำไรหดตัวลง
จากที่ดูก็เห็นว่ามีธุรกิจบางกลุ่มที่โดนผลกระทบนะ แต่ภาพโดยรวมก็ไม่ได้แย่อะไร ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะไปถึงแบบคนตกงานหรือเศรษฐกิจถดถอยอะไรอย่างรุนแรง

ยุโรป
ยุโรปนี่ผมตามน้อยกว่า แต่ที่ดูคือยังไม่ถึงกับเลวร้ายในตอนนี้
– Klepierre อันนี้ทำห้างในยุโรป เป็นกลุ่มใหญ่สุดละ เค้าก็บอกว่าตัวเลขยอดขายร้านค้าในห้างเค้าก็กลับมาใกล้เคียงปี 2019 มากละ แต่ตัวเลข footfall เป็นประมาณ 90% นี่น่าจะคือผลของเงินเฟ้อแหละ ถ้าตัดผลของเงินเฟ้อไปก็ควรจะคาดหมายได้ว่ายอดขายลดลง

ทั้งนี้ถ้าตามข่าวว่ามีการตัดก๊าซที่ส่งเข้าไปในยุโรปให้เหลือน้อยลงอีก สุดท้ายก็น่าจะต้องมีผลให้ธุรกิจเค้าชะลอตัวแน่ๆ ก็ถือว่าน่าติดตาม

ประมาณนั้นครับ หวังว่าจะเห็นภาพว่าปกติผมทำอะไร
 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

เงินเฟ้อ ทำไมยังสูงไม่เลิกซะที ? แล้วมันจะยังไงต่อ ?

Why is the inflation still high? What is going to happen next?

เงินเฟ้อ ทำไมยังสูงไม่เลิกซะที ? แล้วมันจะยังไงต่อ ?

เงินเฟ้อจะเป็นไงต่อ

พอข่าวเรื่องเงินเฟ้อของ US ล่าสุดออกมาว่าเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาคิดเป็นต่อปีแล้วอยู่ที่ 9.1% สูงขึ้นไปกว่าเดือนก่อนหน้าอีก และสูงกว่าที่คนคาดการณ์กันไว้ด้วย ก็มีคนถามหลายคนอยู่ ส่วนใหญ่คือถามว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมเป็นแบบนี้ แล้วมันจะสูงต่อไปอีกมั้ย มีผลอะไรกับเรามั้ย แล้วลงทุนยังไงดี

ทำไมเป็นแบบนี้
ทำไมเงินเฟ้อถึงยังสูงมากอยู่ ทั้งที่ Fed ก็เริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปบ้างแล้ว และช่วงที่ผ่านมาก็ได้ยินว่าราคา commodity ไม่ได้เพิ่มขึ้นต่อแล้วนี่

อันนี้ก็เป็นคำถามที่ดีนะ ผมสันนิษฐานว่ามันเป็น lag ระหว่างราคาที่เพิ่มขึ้นของต้นทุนกับสินค้าปลายทางครับ เข้าใจว่าราคาสินค้าที่เพิ่มอยู่ตอนนี้มันทยอยปรับตามจากราคาของต้นทุนตัววัตถุดิบที่เป็นพลังงาน, อาหาร, ค่าแรงที่ปรับสูงขึ้นก่อนหน้านี้ ดังนั้นแปลว่าถึงเราจะเห็นราคาน้ำมันดิบ peak ไปแล้วหรือราคาวัตถุดิบด้านอาหาร peak ไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ราคาสินค้าปลายทางอาจจะยังเพราะทยอยปรับตามกันอยู่

สาเหตุที่ผมสันนิษฐานแบบนี้คือมาจากที่ฟังพวก earnings call หลายบริษัท เค้าก็พูดอยู่ว่าต้นทุนแพงขึ้นกัน และหลายเจ้า margin บีบลง เค้าบอกว่ายังปรับราคาขึ้นตามไม่ทันและมองว่าจะทยอยปรับขึ้นตาม

แล้วเงินเฟ้อจะเป็นไงต่อ
คือผมก็ไม่ได้รู้มากไปกว่าคนอื่นนะ ถ้าให้เดาเป็นเลขหรือเดาเดือนหน้าผมก็ตอบตามตรงคือ No idea ครับ แต่ถ้าเดาไปข้างหน้ายังไงผมก็คิดว่าเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลงแน่ ด้วยเหตุผลว่า Fed เอาจริงและเราเริ่มเห็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจน่าจะร้อนแรงน้อยลงนะ

สัญญาณที่ว่าคืออะไร อย่างแรกเลยก็คือพวกราคาต้นทุนที่เป็นเหตุให้ของปลายทางแพงขึ้นนั่นมันเริ่มลดลงละ ก่อนหน้านี้ให้ดูราคาน้ำมันดิบกับอาหารไปก็จะเห็นว่าเริ่มลดนะ และอันนี้คือ Bloomberg Commodity Index ที่รวมพวก commodity หลายอย่างรวมกันก็เห็นว่าเริ่มลดลงเช่นกัน ดังนั้นสุดท้ายจะช้าหรือเร็วมันก็ต้องส่งผลต่อราคาสินค้าปลายทางในที่สุดแน่

ส่วนกิจกรรมอื่นทางเศรษฐกิจเราก็เริ่มเห็นว่ามันชะลอตัวเช่น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายนที่ผ่านมายังดยู่ในโซนดีอยู่แต่ก็ลดลง PMI ที่เป็นการสอบถามฝั่งผู้ผลิตก็ยังเป็นภาพขยายตัวอยู่แต่ก็ลดลงชัดเจนเช่นกัน ถ้าดูเป็น breakdown ก็ลดลงทั้งการผลิตและบริการ และตัวค่าแรงก็ยังโตอยู่แต่ก็โตช้าลงนะ

หลักๆแล้วคือผมเห็นหลักฐานว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจก็เริ่มชะลอตัวลงแล้วจริง ดังนั้นมันก็เป็นไปไม่ได้ที่เงินเฟ้อจะสูงไปเรื่อยๆได้นะ เพียงแต่ว่าผมคิดว่ามันมี lag time ระหว่างที่ต้นทุนกับการลดลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะส่งผ่านไปถึงราคาสินค้าปลายทางเท่านั้นเองครับ

แล้วมันมีผลอะไรกับเงินลงทุนเรามั้ย
ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ตลาดตอนนี้ก็ยังดูสับสนกันอยู่ ตราบใดที่เราเลือกหุ้นบริษัทที่มีความเข้มแข็ง สินค้าบริการเป็นที่ต้องการสามารถปรับราคาตามได้ก็ไม่มีปัญหา แล้วยิ่งถ้าเรามองถูกว่าเงินเฟ้อมันจะชะลอตัวลงในที่สุดก็ยิ่งไม่ต้องกังวลไปใหญ่

ถ้าจะอันที่อาจจะซวยหน่อยก็จะเป็นตราสารหนี้มากกว่าครับ เพราะดูเหมือน Fed จะต้องปรับอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่คาด ดังนั้นตราสารหนี้ก็จะราคาตกเท่านั้นเอง

ลงทุนต่อยังไงดี
ผมแนะนำเหมือนเดิม ในเวลาที่ตลาดกำลัง panic หรือคนอยู่ในโหมดกลัว เป็นเวลาที่ดีมากที่จะซื้อหุ้น โอกาสที่ดีหาได้ แล้วยิ่งถ้าเรามองว่านี่มันเหตุการณ์ชั่วคราวก็ยิ่งไม่ควรแตกตื่นไปใหญ่ การขายหุ้นนี่คืออย่าทำถ้าจะขายไปขายตอนคนหายกลัวค่อยทำ

รวมๆก็ไม่มีอะไรนะ หาบริษัทที่เข้มแข็ง แล้วก็ฉวยโอกาสเอาจากคนอื่นตกใจต่อไปครับ
 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

US jobs data เดือนมิถุนายนเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวบ้างละ

US jobs data in June actually shows some sign of slowdown

US jobs data เดือนมิถุนายนเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวบ้างละ

US jobs data

ช่วงที่ผ่านมาเค้ามีประกาศตัวเลขการจ้างงานของ US เดือนมิถุนายน ตอนแรกผมเข้าใจว่าการจ้างงานมันน่าจะชะลอได้แล้วเพราะ Fed เริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว บวกกับเราเห็นข่าวตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคก็ต่ำลงจากข้าวของที่แพงขึ้น ก็นึกว่าการบริโภคจะลดและดังนั้นการจ้างงานภาคธุรกิจก็ควรจะลดได้ละ แต่ปรากฎว่าตัวเลขการจ้างงานออกมาดีกว่าที่คาดมาก ผมก็เลยแปลกใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นเลยพยายามหาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ก็พอดีเจอบทความของ Morningstar มีรายละเอียดเรื่องนี้พอดีผมเลยเอามาพูดถึงให้ฟังครับ
https://www.morningstar.com/articles/1101570/jobs-data-shows-a-strong-economy-amid-recession-fears

ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาการจ้างงานในภาคธุรกิจที่ไม่ใช่การเกษตรเพิมขึ้น 372,000 ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงอยู่ใกล้เคียงกับช่วงเดือนที่ผ่านๆมา

ส่วนอัตราการว่างงานยังอยู่แถวที่เดิมคือ 3.6%

แต่ที่น่าแปลกคือ Labor Department มีการทำการสำรวจสอบถามประชาชนพบว่าตัวเลขคนที่ทำงานอยู่กับคนที่กำลังมองหางานลดลงทั้งคู่ ลดลงถึง 300,000 คน ขัดกันกับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรที่บอกว่ามีการจ้างงานเพิ่ม การสำรวจสองวิธีการนี้ต่างกันตรงที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเป็นการสอบถามบริษัท ในขณะที่การสอบถามประชาชนคือถามที่ตัวคน

โดยปกติแล้วถ้าตัวเลขขัดกันเรามักจะให้น้ำหนักกับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรที่ถามตัวธุรกิจมากกว่า แต่ตอนนี้ตัวเลขสองอันนี้ไปในทางตรงกันข้ามกันต่อกันมา 3 เดือนละ ดังนั้นเราอาจจะต้องประเมินนิดนึงว่าตัวเลขของการจ้างงานจริงๆอาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นขนาดนั้น

ส่วนรายละเอียดว่าการจ้างงานเกิดขึ้นในกลุ่มธูรกิจอะไร สิ่งที่เจอคือเพิ่มขึ้นในเกือบทุกหมวดธุรกิจไม่ว่าจะเป็นภาคบริการ, การท่องเที่ยว, สุขภาพ, ฯลฯ ยกเว้นค้าปลีกที่ดูเหมือนจะลดลง อันนี้ก็สอดคล้องกับเทรนด์ที่เราเห็นว่าการค้าปลีกเริ่มกลับเข้าสู่สภาพปกติมากขึั้นหลังจากที่มีความต้องการพุ่งผิดปกติช่วงหลังเปิดจากโควิด และความต้องการของผู้บริโภคเริ่มขยับไปทางภาคบริการมากขึ้น

ส่วนเรื่องอัตราค่าจ้าง เดือนที่ผ่านมาอัตราค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้นชั่วโมงละ $0.1 เป็น $32.08 ต่อชั่วโมง คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 0.3% ถ้านับช่วงยาว 12 เดือนที่ผ่านมาอัตราค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5.1%

ถ้าเทียบการเพิ่มขึ้นของอัตราค่าจ้างในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาปรับหน่วยเป็นปีจะได้อัตราการเติบโต 4.2% ซึ่งถือว่าะลอตัวลงแล้วเมื่อเมียบกับช่วงครึ่งปีหลังของปี 2021 ที่ถ้าปรับหน่วยเป็นปีจะเกือบ 6%

อันนี้เป็นสัญญาณที่ดี เพราะการที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นแล้วอัตราค่าจ้างไม่ได้สูงขึ้นพรวดพราด น่าจะเป็นสัญญาณบอกว่ามีปริมาณคนเข้ามาเป็นแรงงานเยอะขึ้นอยู่ และบริษัทที่จ้างงานก็ไม่ได้ขาดแคลนคนขนาดว่าราคาเท่าไหร่ก็จ้างเหมือนช่วงก่อน

ส่วนตัวอัตราส่วนตำแหน่งงานว่าง ตอนนี้ก็อยู่ในระดับสูงแต่ดูเหมือนจะเริ่มลดลงแล้ว

ดังนั้นสิ่งที่ผมสรุปได้จากบทความนี้คือ ภาพรวมก็เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเงินเฟ้อสูงว่าอย่างน้อยปัจจัยเรื่องอัตราค่าแรงก็น่าจะผ่อนคลายลง ไม่เหมือนตอนแรกที่ก็ตกใจว่าทำไมเศรษฐกิจยังไม่ชะลอตัวลงซะที
 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

การที่ Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายกับเงินเฟ้อที่สูงมีผลกับตราสารหนี้อย่างไร ?

How is the Fed raising interest rate and high inflation affect bonds?

การที่ Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายกับเงินเฟ้อที่สูงมีผลกับตราสารหนี้อย่างไร ?

การที่ Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายกับเงินเฟ้อที่สูงมีผลกับตราสารหนี้อย่างไร ?

อันนี้มีคนถามเข้ามา แล้วก็พบว่ายังไม่เคยทำวีดิโอตอบเรื่องนี้ เราตอบไปทีละเรื่อง

เริ่มจากดอกเบี้ยนโยบายมีผลยังไงกับตราสารหนี้ก่อน

การทำงานของการขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เคยอธิบายไปแล้วในวีดิโอก่อนหน้านี้ https://youtu.be/ucZ13xGl8BU

อย่างที่เข้าใจ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายทำให้ต้นทุนระยะสั้นของเงินของธนาคารพาณิชย์สูงขึ้น และดังนั้นสถาบันการเงินก็จะปรับอัตราดอกเบี้ยปล่อยกู้สูงขึ้นตาม

ทีนี้ต้องนึกภาพว่า การปล่อยกู้และการยืมเงินมันก็เป็นกลไกตลาดมันมีการแข่งขัน มันส่งผลถึงกันหมด

ถ้าตอนนี้อัตราดอกเบี้ยปล่อยกู้สูงขึ้น ซักพักอัตราดอกเบี้ยเงินฝากก็จะสูงขึ้นด้วยเพราะธนาคารจะยินดีให้ดอกเบี้ยเยอะขึ้นจากการที่เค้ารู้ว่าเค้าปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

พอพวกผลตอบแทนจากเงินฝากสูงขึ้น ตราสารหนี้ที่กำลังจะออกใหม่ก็ต้องอัตราผลตอบแทนสูงขึ้นด้วย ไม่งั้นก็ไม่มีคนซื้อ

แล้วพอตราสารหนี้ออกใหม่มันให้ผลตอบแทนสูงขึ้น มันก็ไปแข่งกับตราสารหนี้ที่มีอยู่เดิมมะ ตราสารหนี้ที่มีอยู่เดิมมันกำหนดไว้อยู่เดิมว่าจ่ายดอกเบี้ยอะไรเท่าไหร่นี่เปลี่ยนไม่ได้ ความน่าสนใจมันก็จะลดลงโดยเปรียบเทียบกับตราสารหนี้ที่ออกใหม่ใช่มะ ก็เลยทำให้คนอยากได้น้อยลงราคาก็ตกครับ ตกมาจนกว่าผลตอบแทนของการถือตราสารหนี้ที่มีอยู่เดิมกับที่ออกใหม่มันไม่ต่างกันน่ะ

ส่วนการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ส่งผลกลับกัน มันก็ทำให้ต้นทุนของเงินระยะสั้นธนาคารพาณิชย์ต่ำลง แล้วก็เลยปล่อยกู้ระยะสั้นได้ต่ำลงด้วย แล้วสุดท้ายก็ส่งผลไปถึงผลตอบแทนพวกตราสารหนี้ออกใหม่ต่ำลง ราคาตราสารหนี้ที่อยู่เดิมก็เลยสูงขึ้นครับ

ส่วนเงินเฟ้อสูงล่ะ มีผลยังไงกับตราสารหนี้

จริงๆเงินเฟ้อเนี่ย โดยตัวมันเองโดดๆ ไม่ได้มองว่ามันทำให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยหรือมองว่าเศรษฐกิจจะไม่ดีหรืออะไรนะ ผลโดยตรงคือมันทำให้ทุกสินทรัพย์ผลตอบแทนลดลงหมด ไม่ใช่แค่เฉพาะตราสารหนี้ ต่อให้เราบอกไม่ลงทุนเลยฝังเงินในไหอยู่หลังบ้าน เงินของเราก็ซื้อของได้น้อยลงและลดค่าอยู่ดี

ส่วนผลในทางอ้อมของเงินเฟ้อสูง มันจะเริ่มไม่ชัดละ

อาจมีผลกับตราสารหนี้ในแง่ว่ามันก็จะมีสินทรัพย์บางอย่างที่ต้านผลกระทบของเงินเฟ้อได้ดีกว่าอย่างอื่น เช่น ตราสารหนี้พวกที่ระบุไว้ว่าผลตอบแทนปรับขึ้นหรือลงตามเงินเฟ้อ อันนี้ก็ชัดเจนว่าต้านผลเงินเฟ้อได้ดี หรืออาจจะเป็นหุ้นบริษัทที่ผลประกอบการดีขึ้นในช่วงเงินเฟ้อเพราะสามารถปรับราคาได้ หรืออาจจะเป็นการลงทุนในบริษัทที่ขายสินค้าที่เป็นต้นเหตุของเงินเฟ้อนั่นแต่แรก เช่นบริษัทน้ำมัน หรืออาจจะเป็นการลงทุนในตัว commodity เลย เมื่อเปรียบเทียบสินทรัพย์ที่ต้านเงินเฟ้อได้ดีกว่ากับตราสารหนี้ซึ่งปกติผลตอบแทนมันคงที่ล็อคเอาไว้ สินทรัพย์ที่ต้านเงินเฟ้อได้ก็จะได้รับความสนใจมากกว่าในช่วงเงินเฟ้อสูงโดยเปรียบเทียบ ดังนั้นเงินลงทุนของคนบางส่วนก็จะขายตราสารหนี้แล้วไปซื้อสินทรัพย์พวกนั้นแทน ก็จะมีผลกับราคาตราสารหนี้บ้าง

หรือบางทีมันอาจจะทำให้คนกลัวว่าจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจ แล้วก็เลยหนีจากสินทรัพย์เสี่ยงมาตราสารหนี้มากขึ้นก็เป็นไปได้

หรือบางทีมันอาจจะทำให้ Fed มีนโยบายขึ้นดอกเบี้ยแล้วทำให้ตราสารหนี้ราคาตกก็เป็นไปได้
 

ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี