Framework การวิเคราะห์ Moat

Framework การวิเคราะห์ Moat

ก่อนอื่นเผื่อคนไม่คุ้น ที่เค้าพูดถึง Moat หรือ Durable Competitive Advantage นี่ก็คือคอนเซปต์ว่าบริษัทบางบริษัทมีความได้เปรียบบางอย่างที่ทำให้คนอื่นเข้ามาแข่งขันได้ยาก ทำให้บริษัทสามารถเติบโตและมีกำไรได้ดีกว่าทั่วไป และโดยไอเดียก็คือเราควรจะเล็งซื้อบริษัทกลุ่มนี้

ผมคิดว่าการวิเคราะห์เรื่อง Moat น่าจะทำได้แบบเดียว ไม่แน่ใจว่ามันจะเรียก framework หรือเปล่า วิธีก็คือเราก็ทำความเข้าใจที่มาของความได้เปรียบว่ามีแบบไหนบ้างก่อน แล้วก็อ่านว่าบริษัททำอะไร จากนั้นก็พยายามดูว่าบริษัทมันเข้าข่ายว่าจะมีความได้เปรียบเรื่องอะไรหรือเปล่า และต้องเข้าใจว่าบริษัทไม่ได้จำเป็นต้องมีความได้เปรียบแบบเดียว บางบริษัทอาจจะได้เปรียบหลายแบบด้วย

ที่มาความได้เปรียบมันจะมีประมาณ 5-6 แบบ ประมาณนี้
1. Brand จุดตัดสำคัญก็คือยี่ห้อพวกนี้ต้องทำให้คนยอมซื้อแพงกว่าปกติ หรือไม่ก็ซื้อซ้ำๆ ตัวอย่างเช่นการบินไทยอันนี้ก็ไม่เวิร์ค คนรู้จักเยอะไม่ได้แปลว่าคนยินดีจ่าย Hermes คนยอมซื้อแพงผิดปกติ ยี่ห้อที่ไม่แพงแต่คนซื้อก็มีเช่น Beiersdorf (Nivea, Eucerin)

2. สิทธิบัตร, ทรัพย์สินทางปัญญา จุดตัดสำคัญก็คือไม่ได้มีทางเลือกอื่นเยอะ กับอาจจะต้องระวังพวกบริษัทที่พึ่งพาสิทธิบัตรเรื่องเดียว ตัวอย่างเช่นอย่างบริษัทยา Novo Nordisk, Eli Lilly หรือพวกเทคโนโลยีเช่นจรวจ, เครื่องบิน, ASML หรือบางทีก็อาจจะแค่ดัชนีหุ้น เช่น MSCI

3. สัมปทาน, ใบอนุญาต จุดตัดสำคัญคือไม่มีหลายใบจัด ตัวอย่างก็น่าจะอย่างประกันภัยบ้านเรานี่ก็ต้องมีใบอนุญาต แต่ด้วยความมีเยอะจัดประเด็นเรื่องใบอนุญาตก็ไม่ได้ช่วยทำให้ได้เปรียบอะไร

4. ได้เปรียบต้นทุน จุดตัดก็จะเป็นตามชื่อคือต้องมีความได้เปรียบต้นทุนด้วยเหตุอะไรซักอย่าง อาจจะเพราะทำเลที่ตั้ง หรือไม่ก็เพราะมีขนาดใหญ่มากจนคู่แข่งจะเข้ามาต้องลงทุนเยอะๆ ตัวอย่างก็อย่างเช่นผลิตน้ำมันได้ถูกกว่า เช่น Saudi Aramco เหมืองหิน เช่น Vulcan Materials ขายปลีกเช่น Costco

5. ต้นทุนการเปลี่ยนเจ้า จุดตัดคือต้องดูว่าการเปลี่ยนมันยากอะไรซักอย่าง เช่น Bloomberg เป็นต้น

6. พลังของเครือข่าย จุดตัดคือยิ่งคนใช้เยอะยิ่งทำให้สินค้าน่าสนใจมากขึ้น เช่นตลาด, platform ต่างๆ, ฯลฯ อันนี้ต้องระวังอย่าไปเข้าใจว่าทุกบริษัทเทคโนโลยีหรือซอฟท์แวร์ที่ดูทำออนไลน์จะมีพลังของเครือข่ายหมด ตัวอย่าง เช่น DocuSign

เมื่อเข้าใจคอนเซปต์ของที่มาความได้เปรียบแล้ว ผมแนะนำว่าที่เหลือก็คือไปศึกษาบริษัทต่างๆ แล้วพยายามเอาทฤษฎีไปลองใช้พิจารณา เวลาไปอ่านเกี่ยวกับบริษัทที่เราสนใจ พยายามเทียบดูว่าบริษัทเหล่านั้นมันน่าจะเข้าข่ายอันไหนมั้ย แล้วสมมติว่าคิดว่าเข้าข่ายได้เปรียบก็พยายามหาหลักฐานประกอบว่ามันมีอะไรบ่งชี้ว่าได้เปรียบจริงมั้ย การที่บังคับให้ต้องหาหลักฐานประกอบก็จะทำให้เราฉุกคิดมากขึ้นไปในตัวครับ

AI มา บริษัทซอฟท์แวร์จะหายไปมั้ย ?

AI มา บริษัทซอฟท์แวร์จะหายไปมั้ย ?

เดี๋ยวนี้มี AI เขียนโปรแกรมได้ บริษัทกลุ่มซอฟท์แวร์จะยังมีอนาคตอยู่มั้ย ?

การตัดสินใจระหว่างซื้อซอฟท์แวร์กับสร้างเองเป็นอะไรที่มีมาตลอดอยู่แล้ว แต่ด้วยเครื่องมือ AI ทั้ง Claude Code หรือ Vibe Coding ที่ทำให้คนสามารถสร้างโปรแกรมได้แบบรู้แค่ภาษาอังกฤษก็ใช้ได้ ก็ทำให้การสร้างเองมีต้นทุนน้อยลง

ประเด็นนี้ก็ทำให้ตลาดกังวลพอสมควร เพราะก็กลัวว่าพวกบริษัทซอฟท์แวร์จะไม่จำเป็นละ ลูกค้าทำเองได้หมด ดังจะเห็นได้จากหุ้นกลุ่มซอฟท์แวร์ตกลงมากันในวงกว้าง เช่น SAP, SPS Commerce, Salesforce, Intuit, Fortinet, etc.

ส่วนตัวผมเชื่อแหละว่าด้วยเครื่องมือเหล่านี้ พวกโปรแกรมที่ไม่ใช้ฟังก์ชั่นสำคัญในธุรกิจบริษัทก็จะสร้างเองกันมากขึ้นแน่ คนทำงานจำนวนมากก็จะ automate งานบางส่วนของตัวเองโดยการสร้างโปรแกรมเล็กๆขึ้นมาใช้ส่วนตัว แต่ผมไม่คิดว่าบริษัทที่ทำโปรแกรมในฟังก์ชั่นสำคัญจะหายไป เพราะว่าผมมองว่าโปรแกรมพวกนี้มันไม่ใช่ยากตรงเขียนโค้ด แต่มันยากตรงที่มันมีรายละเอียดความต้องการของธุรกิจเยอะแยะซับซ้อนไปหมด และผมไม่คิดว่าบริษัทจะเสียเวลามาสร้างสิ่งนี้กันเอง

เอาแบบอย่างบริษัทที่ผมเคยทำงาน ขนาดว่าเราบริษัทขนาดเล็กนะ บริษัทมีความพยายามจะทำระบบ Core ที่เก็บข้อมูลสถานะพอร์ตลูกค้าเอง, ออกรายงาน, ฯลฯ มันก็ยุ่งยากและช้ากว่ากำหนดไปเยอะมาก เพราะเอาเข้าจริงมันมีรายละเอียดจุกจิก ตัวอย่างเช่น บันทึกว่ามีสินทรัพย์อะไร ปกติเวลาเราซื้อหุ้นให้ลูกค้า ตรรกะก็คือเมื่อมีการคอนเฟิร์มการซื้อขายเกิดขึ้นเราก็ตัดเงินสดออกแล้วก็บันทึกว่าได้หุ้นอะไรมากี่หุ้นที่ราคาเท่าไหร่ บริษัทก็เขียนโปรแกรมให้ยึดจำนวนหุ้นกับราคาถูกมะ ส่วนมูลค่าก็เอาสองเลขนี้คูณกันใส่สูตรไว้ ไม่มีปัญหาอะไร ทีนี้เวลาผ่านไปเรามีการซื้อกองทุนรวม แล้วคุณก็รู้ว่ากองทุนรวมเวลาซื้อคุณไม่ได้สั่งซื้อเป็นจำนวนหุ้นแต่ซื้อเป็นมูลค่า แล้วกว่าจะรู้ว่าได้กี่หน่วยที่ราคาเท่าไหร่ก็ต้องผ่านไปอีกหลายวันแล้วแต่ว่ากองไทยหรือต่างประเทศอีก ปรากฎว่าระบบบันทึกไม่ได้เพราะมันออกแบบให้ใส่จำนวนหน่วยกับราคาซึ่งเราไม่มี ก็ต้องไปหาทาง workaround สิ่งนี้อีก

รายละเอียดในเชิงธุรกิจเหล่านี้ทำให้บริษัทซอฟท์แวร์ที่ทำโปรแกรมประเภทนั้นอยู่แล้วได้เปรียบ เพราะเค้าคุ้นเคยกับรายละเอียดจุกจิกมากกว่าเนื่องจากมีลูกค้าหลายรายและเคยทำมาก่อน นึกภาพอย่างโปรแกรมบัญชี, โปรแกรมภาษี, ฯลฯ

นอกจากนั้นแล้วมันจะมีบริษัทซอฟท์แวร์บางอันที่ใช้เชื่อมการทำงานออกไปนอกองค์กร พวกนี้ก็จะยิ่งถูกทดแทนหรือทำเองยากเข้าไปใหญ่ อย่างเช่น SPS Commerce ทำ Electronic Data Exchange (EDI) สำหรับให้บริษัทค้าปลีกสื่อสารข้อมูลเรื่อง supply chain กับคู่ค้าทั้งหลาย ผู้ผลิต, ขนส่ง, โกดัง เพื่อให้การสั่งของและวางแผนว่าสินค้าต้องไปไหนง่ายขึ้น

ในทางกลับกันคือผมคิดว่าพวกบริษัทซอฟท์แวร์พวกนี้จะเอา AI มาใช้ทำให้ตัวโปรแกรมเก่งขึ้นใช้งานง่ายขึ้นไปอีกมากกว่า ควรจะทำให้แข่งขันได้ดีขึ้นไปอีก

ดังนั้นสรุปคือ ผมเชื่อเลยว่า AI มาทำ Coding นี่ทำได้ดีและมีผลกระทบเยอะแน่ แต่ก็คิดว่าความกังวลต่อพวกบริษัทซอฟท์แวร์ดูจะเว่อร์เกิน ดังนั้นราคาที่ตกลงมานี่มองว่าเป็นโอกาสที่ดีมากกว่าครับ ถ้ากังวลมากก็อย่างที่บอกคือพยายามหาบริษัทซอฟท์แวร์พวกที่ทำฟังก์ชั่นซับซ้อนๆ เกี่ยวกับ compliance กติกาเยอะๆ หรือยิ่งดีคือประเภทใช้ร่วมกันหลายบริษัท แบบนี้ก็เชื่อว่าจะถูกทดแทนยากขึ้นไปอีก

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

เราจะหา P/E ที่เหมาะสมได้อย่างไร ?

เราจะหา P/E ที่เหมาะสมได้อย่างไร ?

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นตัวหนึ่งควรมี P/E ที่เหมาะสมที่เท่าไหร่ครับ

ในทางทฤษฎีเรื่องนี้ก็หาได้อยู่ แบบ absolute ก็นึกภาพว่าเรามีสูตรสำหรับหาราคาที่เหมาะสมของหุ้นได้ด้วย DCF แบบต่างๆใช่มะ เมื่อเราได้ราคาที่เหมาะสมนั้นมา ก็เอา EPS TTM หารซะ ก็ออกมาเป็น P/E ที่เหมาะสมละครับ หรือแบบ relative เค้าก็เสนอว่าใช้ P/E ของหุ้นกลุ่มธุรกิจเดียวกันเป็นบรรทัดฐานแล้วปรับขึ้นลงแล้วแต่ว่าบริษัทที่เราดูอยู่นี่ดีกว่าหรือแย่กว่าเฉลี่ย

แต่ปัญหาคือเราก็ใช้เลข P/E เป๊ะๆนั้นไม่ได้อยู่ดี อย่างราคาที่เหมาะสมเวลาเค้าจะซื้อเค้าก็บอกว่าควรจะมีเผื่อ Margin of safety ซื้อให้ต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมนั้นไปเยอะๆหน่อยเพราะเผื่อว่าเลขที่เราคำนวณนั่นมันไม่แม่นไง ดังนั้น P/E ที่คำนวณออกมาก็เหมือนกัน คือมันไม่ชัวร์อยู่ดีครับ

สาเหตุที่ P/E ที่เหมาะสมหาไม่ได้ อธิบายเป็นภาษาคนเพราะแบบนี้ครับ นึกภาพก่อนว่า P/E คืออะไร P/E คือเลขที่บอกว่าคนยินดีจ่ายเงินซื้อหุ้นที่ราคากี่เท่าของกำไร เป็นตัวเลขที่สื่อถึงระดับความนิยมของหุ้นนั้น

ทีนี้คำถามคือแล้ว P/E ระดับความนิยมของหุ้นซักบริษัทนึงนี่มันควรจะเหมาะสมอยู่ที่กี่เท่าล่ะ มันก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง บางส่วนก็เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับตัวหุ้นนั้นเองเช่น กำไรเติบโตมั้ย, หนี้น้อยมั้ย, แนวโน้มอนาคต ฯลฯ เรื่องพวกนี้ก็ทำให้ความนิยมมันสูงหรือต่ำได้ หรือบางทีก็เป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่ใช่ตัวบริษัทนั้นเลย เช่นผลตอบแทนของสินทรัพย์ลงทุนทางเลือกอื่น ซึ่งเรื่องเหล่านี้บางอย่างก็เป็นอนาคตที่ไม่มีทางรู้หรือบางอย่างก็ทำเป็นตัวเลขยาก เช่น หนี้น้อย สมมติสองบริษัทอยู่ในธุรกิจเดียวกัน การเติบโตในอดีตพอกัน แนวโน้มอนาคตก็พอกัน แต่บริษัทนึงไม่มีหนี้เงินกู้ยืมเลย โดยหลักการเราก็น่าจะให้ P/E หุ้นบริษัทนี้สูงกว่าถูกมะ แต่สูงกว่าแค่ไหนดีล่ะ

ดังนั้นสรุปแล้ว P/E ก็เลยคล้ายกับราคาเหมาะสมของหุ้นแหละ คือเราอย่างมากกะคร่าวๆเอาครับ ไม่มีวิธีการอะไรที่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่า P/E เท่าไหร่เหมาะสมแบบเป๊ะๆ

คิดว่าจะมี AI Bubble มั้ย ?

คิดว่าจะมี AI Bubble มั้ย ?

ส่วนตัวคิดว่ามี bubble บ้างแน่ๆ เป็นเรื่องช่วยไม่ได้สำหรับเทคโนโลยีใหม่ เพราะจะมีเม็ดเงินเข้าไปลงทุน และบริษัทจำนวนมากก็จะเจ๊งเป็นปกติ เหมือนก่อนหน้านี้ก็พวก Biotech ก็มีช่วงที่เค้าบูมขึ้นมาจาก mRNA, CRISPR-Cas9

ทีนี้สมมติ bubble แตกจะมีผลกับตลาดหุ้นมั้ย น่าจะมีบ้างแน่เพราะคนอาจจะตกใจ และบริษัทในกลุ่มเกี่ยวข้องกับ AI ช่วงนี้ก็เป็นบริษัทใหญ่ทั้งนั้น แต่จะมีผลกับเศรษฐกิจอะไรมั้ยก็ไม่ เพราะบริษัทพวกใหญ่ๆที่ลงทุนด้าน AI เป็นจำนวนมากก็มีสถานะทางการเงินเข้มแข็ง ส่วน Data Center ต่างๆสมมติว่าสร้างมาแล้วไม่ได้ใช้อย่างมากก็บริษัทพวกนั้นเจ๊งเท่านั้น ไม่ได้เป็นการกู้ยืมเงินในวงกว้างอะไร

แต่เชื่อว่า AI มีประโยชน์จริง สามารถเพิ่ม productivity อย่างน้อยในบางเรื่องเช่น เขียนโปรแกรม ผมเคยลองใช้ดูมันทำให้มือใหม่แบบเริ่มหัดเขียนโปรแกรมมา 3 เดือนสามารถทำอะไรได้เยอะมากกว่าปกติมาก

ดังนั้นต้องมองว่าระยะยาวแล้ว AI นี่มีการใช้งานจริงแน่ ใช้เยอะในวงกว้างขนาดไหนหรือใช้กับอะไรได้บ้างอันนี้ยังไม่ชัด แต่มั่นใจว่าในเรื่องการเขียนโปรแกรมช่วยได้เยอะแน่นอน

ส่วนตัวผมลงทุนในหุ้นที่มีความเกี่ยวของกับ AI เยอะอยู่เหมือนกันเช่น Nvidia, Alphabet และ Microsoft

ชีวิตการทำงานเริ่มจากอะไร แล้วอะไรทำให้เริ่มมาสนใจลงทุนในหุ้น ?

ชีวิตการทำงานเริ่มจากอะไร แล้วอะไรทำให้เริ่มมาสนใจลงทุนในหุ้น ?

เริ่มทำงานไม่เกี่ยวกับการลงทุนเลยครับ ตอนจบมาตั้งใจจะทำงานที่ได้คุยกับคนเยอะๆ ไม่ใช่เพราะชอบนะแต่เพราะรู้สึกว่าต้องหัด ตอนแรกสุดจริงๆเคยสอนภาษาอังกฤษ จากนั้นมีเป็นคนแนะนำโปรแกรมเรียนต่อต่างประเทศกับเรียนภาษาอยู่ช่วงสั้นๆ แล้วก็ไปอยู่สายงานด้านจัดหาคนเป็นเวลาหลายปี จนจุดนึงก็อยากทำสายการลงทุนเลยสอบ CFA ครับ ได้ CFA 2 มีออกมาทำช่องยูทูปจริงจังด้วย เพราะรู้สึกว่าต้องมีประวัติเกี่ยวข้องอะไรซักอย่าง ซึ่งสุดท้ายก็ช่วยนะเพราะตอนทำงานสายการลงทุนที่แรกก็ได้นักเรียนเราเป็นคนแนะนำครับ

ที่มาความสนใจนี่คือตั้งแต่ตอนเรียนละ ความสนใจมันเริ่มจากอยากเป็นเจ้าของธุรกิจแต่ไม่ได้มีไอเดียค้าขายอะไร เลยคิดว่าการลงทุนดูจะตอบโจทย์สุด

เริ่มลงทุนตอนอยู่ปี 2 ตอนนั้นโชคดีเจอวิธีการที่ทำแล้วมันเวิร์ค ก็เลยลงทุนมาโดยตลอด แค่นั้นเองครับ

ปัจจุบันออกจาก Lief Capital มาก็ยังตั้งใจหางานในสายการการลงทุนอยู่เพราะพบว่าสนุก ระหว่างนี้มีเวลาก็เลยกำลังอัพเดทตัวคอร์สเรียนอยู่ครับ

ชื่อหนังสือลงทุนเยี่ยมสุด 3 เล่ม

ชื่อหนังสือลงทุนเยี่ยมสุด 3 เล่ม

หัวข้อนี้เหมือนจะเคยพูดถึงไปแล้ว แต่เนื่องจากมีความเปลี่ยนแปลงก็เลยพูดใหม่ครับ

หนังสือที่ดีสุดและแนะนำให้อ่านที่สุดสำหรับการลงทุนคือ
1. Buffettology ผมว่าเล่มนี้ดีสุดเพราะได้เรื่องพื้นฐานความคิด ทำไมลงทุนในธุรกิจที่เข้มแข็ง และได้เรื่องการประมาณผลตอบแทน ครบสุดแล้ว ถ้าต้องอ่านเล่มเดียวคืออ่านเล่มนี้

2. Why Moats Matter ถัดจากเล่มแรก ถ้าสามารถอ่านเล่มนี้ได้ก็เยี่ยม เพราะสมมติเราได้ไอเดียหลักมาจากเล่มแรกละว่าภาพรวมต้องทำอะไรอย่างไร สิ่งสำคัญถัดมาคือการเลือกธุรกิจที่มีความเข้มแข็งให้ได้และหนังสือเล่มนี้ขยายความเรื่องความได้เปรียบว่ามีกี่แบบสังเกตอะไรยังไง

3. The Five Rules for Successful Stock Investing เป็นเล่มสุดท้ายมาแทน One Up on Wall Street ผมรู้สึกว่าสิ่งที่เราต้องการต่อจากเล่มหนึ่งและสองคือเราต้องการตัวอย่างเรื่องธุรกิจเพิ่มขึ้น และเล่มนี้ทำได้ดี ประมาณครึ่งนึงของเล่มอธิบายสิ่งที่เราคุ้นเคยอยู่แล้วคือหลักการและวิธีคิด อีกครึ่งที่เหลือจะพูดถึงธุรกิจต่างๆว่ามันธรรมชาติเป็นยังไง ธนาคารเป็นยังไง ยาเป็นยังไง ซึ่งผมมองว่าช่วยได้มากในแง่ว่าเราเห็นตัวอย่างเวลามองภาพธุรกิจต่างๆเรามองเรื่องอะไรและธุรกิจที่เค้าพูดถึงเราก็จะได้เข้าใจไปด้วย

ประมาณนี้เลยครับ

ลูกหนี้การค้าในงบดุลกับในงบกระแสเงินสด ต่างกันยังไง ?

ลูกหนี้การค้าในงบดุลกับในงบกระแสเงินสด ต่างกันยังไง ?

สำหรับคนที่เพิ่มเริ่มต้นอ่านงบการเงินอาจจะงงได้เพราะมันจะมีรายการชื่อคล้ายกันมากหลายอันในงบดุลกับงบกระแสเงินสด อย่างกรณีนี้คนถามงงตัวลูกหนี้การค้า

ความแตกต่างกันคือความหมายของสองงบการเงินนี้มันสื่อคนละเรื่องครับ งบดุลนี่เค้าจะบอกสถานะว่าปัจจุบันบริษัทมีทรัพย์สินอะไรอยู่บ้าง, เป็นของเจ้าหนี้อะไรเท่าไหร่และเป็นของเจ้าของเท่าไหร่ ดังนั้นลูกหนี้การค้าที่เห็นในงบดุลก็คือสื่อว่าในเวลานั้นมีลูกค้าที่ซื้อของไปแล้วยังไม่จ่ายตังค์กี่บาท ส่วนงบกระแสเงินสดนี่เค้าเน้นเงินสด ในงบก็จะบันทึกรายการว่าเงินสดเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากเรื่องอะไรเท่าไหร่บ้าง ลูกหนี้การค้าที่เราเห็นอยู่บนงบกระแสเงินสดคือตัวเลขส่วนเปลี่ยนแปลงว่าลูกหนี้การค้านี่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไหร่

ถ้าลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นก็คือแปลว่าตอนนี้มีลูกค้าติดหนี้เรายังไม่จ่ายเงินเยอะขึ้น กระทบกับเงินสดคือทำให้เงินสดลดลง ในแง่ว่าก่อนหน้านี้เราบันทึกว่ามีรายได้ไปแล้วเหมือนจะมีเงินเข้ามา แต่ลูกหนี้การค้าที่เพิ่มทำให้เงินสดลดหักล้างกันไป ทำให้เงินสดอยู่ที่เดิมสื่อว่าเงินสดไม่เพิ่ม

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่
https://www.adisonc.com/

PPI คืออะไร เพิ่มหรือลดส่งผลอย่างไรกับทองคำ ?

PPI คืออะไร เพิ่มหรือลดส่งผลอย่างไรกับทองคำ ?

PPI ย่อจาก Producer Price Index ซึ่งคือดัชนีที่เป็นตัวบอกระดับราคาขายของผู้ผลิตสินค้าทุกประเภทรวมกันทั้งประเทศ โดยปกติการเอาไปใช้คือไว้เปรียบเทียบกับ PPI ในช่วงเวลาอื่นเพื่อดูความเปลี่ยนแปลง

ราคาขายของผู้ผลิตก็นึกภาพแบบโรงงานผลิตออกมาขายให้คนอื่นต่อจะใครก็แล้วแต่ ราคานั้นคือราคาผู้ผลิต ตัวเลข PPI ก็คือไปรวมราคาเหล่านั้นผ่านการคำนวณและถ่วงน้ำหนักออกมาเป็นเลขหนึ่งเลขเช่น 105

ตัวเลข 105 ที่ว่าก็ไม่ได้เอาไปทำไรได้นอกจากเปรียบเทียบเช่น เมื่อต้นปีเลขนี้อยู่ 100 มาตอนนี้ 105 ก็แปลว่าในภาพรวมราคาขายของผู้ผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5%

ในรายละเอียดปลีกย่อยก็จะมีแยกไปเช่น PPI ของกลุ่มสินค้า Final Demand หรือ Intermediate อะไรก็ว่าไป แต่ไม่ต้องสนใจ เข้าใจภาพรวมก็ใช้ได้ PPI ก็คือแค่นั้น

ทีนี้เพิ่มหรือลด ส่งผลอย่างไรกับทองคำ ?

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ควรจะเกี่ยวอะไรกับทองคำ

แต่ในทางปฏิบัติอาจจะเกี่ยวได้ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่คนจำนวนมากเชื่อว่าปลอดภัยแล้วก็ปรับตามเงินเฟ้อ

ดังนั้นสมมติ PPI สูง ก็คือจะบอกว่าผู้ผลิตขายของแพงขึ้นมาก นักลงทุนก็อาจจะกลัวว่าเงินเฟ้อจะสูงตาม ดังนั้นก็เลยอยากซื้อทองมากขึ้นเพราะเชื่อว่ายังไงมันปรับตามเงินเฟ้อ และด้วยคนอยากซื้อทองกันมากขึ้นก็เลยทำให้ราคาทองสูงขึ้นตาม

แต่เท่าที่ลองทำตัวเลขดู ไม่เห็น correlation อะไร

 
ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่
https://www.adisonc.com/

หุ้นไทยถือยาวได้มั้ย ?

หุ้นไทยถือยาวได้มั้ย ?

หุ้นไทยส่วนตัวผมว่าดีในแง่ใกล้ตัวเรา เราเห็นภาพได้ง่ายกว่า ปัจจุบันผมยังคงลงทุนในหุ้นรายตัวไทยอยู่ แต่ไม่เห็นด้วยเลยกับการลงทุนผ่านกองทุน เพราะภาพรวมแล้วหุ้นไทย EPS growth ต่ำมาก ประมาณ 0-1% ต่อปี คือเลวร้าย ประเทศไทยเองก็เศรษฐกิจเติบโตต่ำ

ในแง่ลงทุนยาวๆ ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับดร.นิเวศน์ที่เค้าลงทุนแบบหุ้นปันผลเป็นหลัก ต้องยอมรับว่าประเทศเราความสามารถในการแข่งขันไม่สูง หาหุ้นที่มีโอกาสเติบโตเยอะจริงจังได้ลำบาก แต่เนื่องจากราคาหุ้นตกต่ำลงมาในช่วงที่ผ่านมา ผมมองว่าเราหาธุรกิจที่สม่ำเสมอระดับหนึ่งและมีอัตราการจ่ายปันผลที่สูงได้อยู่ ดังนั้นก็คือลงทุนยาวๆได้ครับ

ส่วนเรื่องทำไมต่างชาติขายต่อเนื่องผมไม่รู้ชัดเจน แต่ก็พอจะเดาได้อยู่ ในเมื่อเศรษฐกิจประเทศเราเติบโตต่ำ การลงทุนในหุ้นไทยก็ไม่ได้ดูน่าสนใจเท่าไหร่เป็นธรรมดา

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่
https://www.adisonc.com/

2 ปีผ่านมา มุมมองหุ้นจีนเหมือนเดิมมั้ย ?

2 ปีผ่านมา มุมมองหุ้นจีนเหมือนเดิมมั้ย ?

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

ผม recap นะครับ ก่อนหน้านู้นเลยผมเป็นคนนึงเชียร์การลงทุนในหุ้นจีน แล้วส่วนตัวในเวลานั้นก็ซื้อหุ้นจีนด้วยนะ หลักๆเพราะเราเห็นประเทศก็เติบโตได้ดี เริ่มมีเทคโนโลยีหรืออุตสาหกรรมที่เค้าเป็นผู้ชนะระดับโลก แล้วราคาหุ้นก็ค่อนข้างถูกถ้าดูจาก P/E ภาพรวม ติดอย่างเดียวคืออ่านไม่ค่อยออก หาข้อมูลยาก ดังนั้นในเวลานู้นเลยบอกว่าซื้อเป็น ETF ไปเลยดีกว่า

ทีนี้ในภายหลังประมาณ 2023 ผมเปลี่ยนใจเรื่องหุ้นจีน และส่วนตัวก็หยุดดูหุ้นจีนนับแต่นั้น ทั้งที่ตอนนั้นหุ้นจีนมันตกไปเยอะมาก และปัจจุบันผมก็ยังมีมุมมองเหมือนเดิมคือผมไม่สนใจหุ้นจีนครับ ถ้าจำเป็นต้องซื้อหุ้นจีนจริงๆก็ยังยืนยันว่าต้อง China tech เท่านั้นครับ

สาเหตุที่ไม่สนใจหุ้นจีนจากวันนั้นมาวันนี้ยังเหมือนเดิมคือ

1. การเติบโตของกำไรไม่ดี และประเด็นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ในอดีตผมไม่ได้มีข้อมูลนี้ แต่ตอนที่ทำงานที่ Lief Capital มันมี Bloomberg ครับ แล้วก็มีโอกาสเห็นว่าภาพรวมหุ้นจีนจะดัชนีไหนการเติบโตของกำไรก็ค่อนข้างแย่ CSI 300, Shanghai Composite, Hang Seng, etc. แย่ในที่นี้คือประมาณ 4% ต่อปี ดีกว่าไทยแน่ๆเพราะไทยประมาณ 0-1% แต่ก็ถือว่าต่ำมากจนผิดสังเกตเมื่อมองว่าเศรษฐกิจจีนเติบโตดีกว่านั้น และปกติหุ้นที่อยู่ในตลาดมันควรจะเป็นบริษัทที่เข้มแข็งและโตดีกว่าภาพรวมไม่ใช่หรือ

นอกเหนือจากการเติบโตกำไรภาพรวม เรามีการแยกรายอุตสาหกรรมดู เช่น ของใช้จำเป็น, สินค้าฟุ่มเฟือย, การเงิน, อุตสาหกรรม, เทคโนโลยี, ฯลฯ และสิ่งที่เราพบคือมันแย่หมดทุกกลุ่มยกเว้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ดีโดดเด่นมาก ดังนั้นจึงเป็นที่มาว่าทำไมผมถึงบอกว่าถ้าต้องถือหุ้นจีน ถือกลุ่ม China Tech เท่านั้นครับ

แต่แล้วทำไมหุ้นจีนภาพรวม EPS ถึงไม่โตเลยล่ะ ตอนนั้นผมก็งงเหมือนกัน มาตอนนี้ผมมีโอกาสอ่านหนังสือ The New China Playbook ของ Keyu Jin มา

ในหนังสือเค้าก็อธิบายว่าทำไมตลาดหุ้นจีนถึงผลตอบแทนแย่ไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจประเทศที่เติบโต สาเหตุคือ
• ตลาดหุ้นเริ่มต้นมาจากที่รัฐบาลจีนต้องการให้เป็นแหล่งระดมทุนของ SOE ที่มีปัญหา แล้วรัฐบาลไม่อยากใช้เงินตัวเองอุ้ม
• การ list ในตลาดหุ้นจีนทำได้ยาก มีกระบวนการที่นาน และต้องมีประวัติมีกำไรอยู่แล้ว ทำให้บริษัทที่ list ได้ส่วนใหญ่โตเต็มที่แล้ว ไม่ใช่บริษัทที่มีการอัตราการเติบโตสูง
• บริษัทจีนเองก็มีแนวโน้มจะลงทุนไม่มีประสิทธิภาพ คือเห็นอะไรมีแนวโน้มเติบโตกระโดดเข้าไปหมดไม่ว่าจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับธุรกิจตัวเอง

2. มีการแทรกแซงจากภาครัฐเป็นระยะ ความเสี่ยงเรื่องนี้มาไม่บ่อย แต่มาทีก็ถึงกับหายนะบางธุรกิจได้

3. ถ้าเรามองประเทศจีนเป็น Growth Market และมองว่าเป็นการลงทุนกระจายความเสี่ยงจาก U.S. มันก็มีทางเลือกอื่นที่ประเทศวุ่นวายน้อยกว่านี้และมีการเติบโต เช่น อินเดีย

ดังนั้นโดยสรุปคือในเมื่อภาพรวมการเติบโตของกำไรไม่ได้สูง และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากประเทศอื่นตรงที่รัฐบาลแทรกแซงได้ แล้วก็มีตัวเลือกที่อื่น ทั้งหมดนี้ก็เลยทำให้ไม่รู้จะไปลงทุนหุ้นจีนทำไม ช่วงที่ผ่านมายิ่งหุ้นฟื้นขึ้นมาก็ยิ่งไม่น่าสนใจมากขึ้นไปใหญ่สำหรับผมครับ