อยากรู้จักหุ้นหลากหลาย เริ่มจากไหนดี ?

อยากรู้จักหุ้นหลากหลาย เริ่มจากไหนดี ?

อยากรู้จักหุ้นหลากหลาย เริ่มจากไหนดี ?

มีคนถามว่าจะเริ่มรู้จักหุ้นว่ามีอะไรบ้างนี่จะเริ่มหาจากไหน

เพื่อความง่าย ผมเสนอว่าหากองทุนหรือ ETF ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มที่เราสนใจ แล้วก็กดเข้าไปดู Holdings ไล่เปิดอ่านดูเลยครับ

กรณีไม่รู้จะเริ่มจากไหนเลย ไม่มีความสนใจธุรกิจกลุ่มไหนเป็นพิเศษ ผมว่าเริ่มจาก S&P 500 เลย หรือถ้าอยากได้แบบทั่วโลกไม่เอาแค่ U.S. ก็เริ่มจาก MSCI ACWI เลยครับ

หรือถ้ามีความสนใจกลุ่มธุรกิจ ก็ Google กลุ่มธุรกิจกับคำว่า ETF หรือ Funds หรือถ้ามีความเจาะจงมากก็หาแบบ world’s largest provider of xxx เอา แล้วก็ไปไล่อ่านดูครับ

สมมติสงครามอิหร่าน-อเมริกายืดเยื้อ ควรจะลงทุนไงดี ?

สมมติสงครามอิหร่าน-อเมริกายืดเยื้อ ควรจะลงทุนไงดี ?

สหรัฐอเมริกากับอิสราเอลโจมตีอิหร่านดูเหมือนจะทำให้มีการปิดช่องแคบ Hormuz สมมติถ้าเรื่องนี้ยืดเยื้อจะมีผลอะไรและเราควรจะลงทุนกันยังไงต่อ

    ช่องแคบ Hormuz นี่คืออะไร ?

เป็นทางเดินเรือสำคัญที่ผ่านอิหร่านครับ มีการประมาณว่ามีการขนน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบนี้ประมาณ 20% ของทั้งโลก ประเทศที่อยู่ในบริเวณอ่าวเปอร์เซียถ้าจะขนส่งน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติออกมาทางเรือก็มาได้ทางนี้ทางเดียว โดยหลักๆจะเป็นการขนส่งมาทางเอเชีย ส่วนที่แคบที่สุดของช่องแคบนี้ผ่านอิหร่าน ทำให้ถ้าอิหร่านจะยิงจรวดใส่หรือโดรนหรือเอาเรือเล็กมาก่อกวนก็สามารถทำได้

    ใครใช้ช่องแคบนี้บ้าง

ประเทศที่ใช้ช่องทางนี้ส่งน้ำมันก็จะมี Saudi Arabia, United Arab Emirates, Iraq, Kuwait, Qatar, Bahrain และ Iran

    ปิดช่องแคบแล้วใครเดือดร้อน

พวกประเทศส่งออกก็ต้องเดือดร้อนแน่นอน แต่ประเทศที่นำเข้าน้ำมันก็จะเดือดร้อนด้วยและประเทศอื่นๆก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยเพราะความต้องการน้ำมันมันจะทำให้ราคาน้ำมันโดยรวมทั่วโลกสูงขึ้น มีการคาดการณ์ว่าจะทำให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นถึง 100 เหรียญต่อบาร์เรล แล้วก็จะไปทำให้ค่าครองชีพและสินค้าอื่นๆสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ 100 เหรียญต่อบาร์เรลก็ไม่ได้ว่าสูงเว่อร์ ก่อนหน้านี้ตอนรัสเซียบุกยูเครนก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ราคาน้ำมันสูงเกินนั้นไปแล้ว ดังนั้นจะถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจหดตัวอะไรก็ไม่น่าจะมี
อย่างไรก็ดี จะเดือดร้อนก็ต่อเมื่อการปิดช่องแคบเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน ถ้าช่วงสั้นๆก็ไม่ควรจะมีผลอะไร เพราะหลายประเทศก็รู้ก่อนอยู่แล้วว่าอาจจะมีปัญหา ดังนั้นมีการกักตุนหรือเร่งส่งออกไว้ล่วงหน้า

    ทำไงกับเงินลงทุน

ไม่ควรจะต้องกังวลอะไรมาก โอกาสที่จีนหรือรัสเซียจะเข้ามาร่วมรบบานปลายก็ไม่น่าจะสูง อิหร่านเองไม่มีขีดความสามารถจะสู้กับอิสราเอลและอเมริกาได้ ดังนั้นการสู้รบก็ไม่ควรจะยาวนาน แต่สมมติว่าเกิดยาวหลายเดือนขึ้นมาจริงตามที่ทรัมป์พูด ผลกระทบอย่างมากคือทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ซึ่งก็จะกระทบเศรษฐกิจบ้าง บางประเทศอาจจะเยอะหน่อยอย่างไทย แต่สุดท้ายปัญหาก็จบไปอยู่ดี
ในกรณีที่รู้สึกกังวลมากว่าจะยาวนานแบบสงครามอิรักอิหร่านที่กินเวลา 8 ปี ผมเสนอว่าซื้อพวก Consumer Staple ได้ พวกสินค้าจำเป็นเดือดร้อนน้อยสุดแล้วและควรจะทำได้ดีต่อเนื่อง ถึงแม้เศรษฐกิจจะไม่ดีก็ตาม

ส่วนถ้ารู้สึกตื่นเต้นอยากจะซื้อพวกที่ได้ประโยชน์เช่นหุ้นพลังงานหรือกลุ่มพวกที่ทำด้านอาวุธ ไม่ค่อยแนะนำเพราะตลาดอินกับพวกนี้และราคาน่าจะสูงขึ้น ในขณะที่ถ้าเราเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องชั่วคราวที่ไม่ลากยาวก็ยิ่งไม่ควรเข้าไปซื้อเลย กลับกันถ้ารู้สึกอยากมองหาโอกาสผมว่าซื้อพวกธุรกิจที่เดือดร้อนจากเรื่องนี้แล้วจะฟื้นตอนสงครามจบดีกว่า เช่น สินค้าฟุ่มเฟือยโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกสินค้าแบรนด์เนมที่เหมือนราคาจะตกลงมา

ตัวอย่างบริษัทที่มี Moat (2/2)

ตัวอย่างบริษัทที่มี Moat (2/2)

ต่อเนื่องจากรอบที่แล้ว มีคนอยากให้ยกตัวอย่างหุ้นที่มี moat เพิ่มอีก วีดิโอที่แล้วเราพูดถึงตัวอย่างเรียงตามกลุ่มอุตสาหกรรมไปจำนวนหนึ่งแล้ว วีดิโอนี้เรายกตัวอย่างต่อให้จบ

Healthcare ธุรกิจกลุ่มนี้ก็หลากหลายนะ มีตั้งแต่ยา, เครื่องมือแพทย์, ประกันสุขภาพ, โรงพยาบาล, ฯลฯ
o Eli Lilly, Novo Nordisk สองบริษัทนี้ผมยกมาเป็นตัวอย่างบริษัทยาเพราะดังจากยาลดน้ำหนัก ที่มาของความได้เปรียบคือสิทธิบัตร

o Unitedhealth, Elevance ประกันสุขภาพในอเมริกา พวกนี้แปลกออกไปคือความได้เปรียบมาจากความได้เปรียบเรื่องต้นทุน

o Thermo Fisher, Agilent Technologies, Waters Corp พวกนี้กลุ่มเครื่องมือและอุปกรณ์ในแล็บ ความได้เปรียบหลักมาจากทรัพย์สินทางปัญญากับต้นทุนการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากเครื่องมือพวกนี้บางอันมันเฉพาะทางมาก

o Resmed, GE Healthcare, Edwards Lifesciences, Coloplast, Straumann, Demant พวกนี้ก็เป็นเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์แบบต่างๆ ความได้เปรียบส่วนใหญ่มาจากทรัพย์สินทางปัญญา และบางบริษัทก็มีเรื่องต้นทุนการเปลี่ยนแปลงด้วย

o McKesson, Cencora, Cardinal Health กลุ่มนี้ทำการจัดจำหน่ายยา ความได้เปรียบก็เหมือนการจัดจำหน่ายอื่นคือเป็นเรื่องความได้เปรียบเรื่องต้นทุน

##Financials ธุรกิจกลุ่มที่เกี่ยวกับการเงิน มีตั้งแต่ธนาคาร, สินเชื่อแบบต่างๆ, ประกัน, การลงทุน, การจ่ายเงิน, ฯลฯ
o ธนาคารต่างๆในไทย พวกนี้มีความได้เปรียบต้นทุน

o Visa, Mastercard สองเจ้านี้ทำ payment network รองรับการจ่ายเงิน ความได้เปรียบมาจากพลังของเครือข่ายแน่นอน

o Blackrock ออก ETF เป็นเจ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความได้เปรียบเป็นเรื่องของความได้เปรียบต้นทุน

o Moody’s, S&P Global พวกนี้เป็นคนประเมินออก rating ตราสารหนี้ ความได้เปรียบผมว่าอยู่ที่แบรนด์นะ แต่อย่าง S&P Global มีทำดัชนีหุ้นด้วยคล้ายๆ MSCI พวกนี้ความได้เปรียบเป็นเรื่องพลังของเครือข่าย

o CME Group, Intercontinental Exchange, London Stock Exchange, Nasdaq พวกนี้ทำตลาดหุ้นหรือตลาดหลักทรัพย์อื่นเลย ความได้เปรียบก็เหมือนคนทำตลาดทั่วไปคือเป็นเรื่องของพลังของเครือข่าย

o Marsh McLennan, Aon, Arthur J Gallagher พวกนี้เป็นโบรกเกอร์ประกัน คนที่มีลูกค้าในมือก็จะมีอำนาจทีเดียว ความได้เปรียบเป็นเรื่องความได้เปรียบเรื่องต้นทุน

IT อันนี้ก็หลากหลายจัด
o Nvidia, Taiwan Semiconductor, ASML พวกนี้ดังอยู่แล้วทุกคนน่าจะรู้จัก ความได้เปรียบมาจากทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมด

o Arista Networks ทำ Ethernet network switch สำหรับใช้ในพวก Data center แต่ก่อน Cisco เป็นอันดับหนึ่งตอนนี้โดนแซงไปแล้ว ความได้เปรียบมาจากทรัพย์สินทางปัญญา

o Cadence Design Systems, Synopsys ทำโปรแกรมสำหรับออกแบบชิป ความได้เปรียบมาจากต้นทุนการเปลี่ยนแปลง

o Fortinet, Palo Alto Networks ทำเรื่อง cyber security ความได้เปรียบมาจากทรัพย์สินทางปัญญาและต้นทุนการเปลี่ยนแปลง

o ADP ทำซอฟท์แวร์เงินเดือน Guidewire สำหรับธุรกิจประกัน Wisetech Global, Descartes Systems สองเจ้านี้ทำซอฟท์แวร์สำหรับธุรกิจขนส่ง ความได้เปรียบมาจากทรัพย์สินทางปัญญาและต้นทุนการเปลี่ยนแปลง

o Fair Isaac ทำ FICO score สำหรับบอกระดับความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ (credit score) ความได้เปรียบมาจากทรัพย์สินทางปัญญา

Communication Services หุ้นกลุ่มนี้จะเป็นพวกสื่อ, โซเชียลมีเดีย, เกม, การสื่อสาร
o Meta Platforms ทำ Facebook, Instagram ความได้เปรียบจากเครือข่ายแน่ๆ Alphabet ที่ทำ search engine Google, YouTube, etc. อันนี้ก็เป็นความได้เปรียบจากเครือข่ายแน่

o AIS อันนี้ก็รู้จักอยู่แล้ว เป็นธุรกิจสัมปทาน

o Netflix ทำ subscription สำหรับดูหนัง เข้าใจว่าความได้เปรียบตอนนี้มาจากฐานลูกค้าที่เยอะทำให้ได้เปรียบจากต้นทุนต่อหน่วย

o REA Group, Auto Trader, Rightmove, Scout24, Seek พวกนี้เป็นแพลตฟอร์มหมด ความได้เปรียบมาจากพลังของเครือข่าย

Utilities อันนี้ก็พวกไฟฟ้าประปา เอาจริงๆพวกนี้ความได้เปรียบก็มาจากสัมปทานเกือบหมดแหละ ไม่มีอะไรมาก เช่น

o Nextera Energy เจ้านี้เน้นผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดด้วย ธุรกิจในอเมริกา
o National Grid เจ้านี้ทำการจ่ายก๊าซกับกระแสไฟฟ้าในอังกฤษ
o Redeia จ่ายกระแสไฟฟ้าในสเปน
o American Water Works เจ้านี้ทำน้ำประปาในอเมริกา

Real Estate
o กลุ่ม REIT เกือบทั้งหมดนี่ผมคิดว่าไม่มี Moat นะ ธุรกิจที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แล้วเก็บค่าเช่าไม่ได้แปลว่าไม่ดีหรือไม่มั่นคงอะไร แต่ไม่คิดว่ามี Moat อะไรจริงจัง กลุ่มพวกที่เป็น Infrastructure แบบทางด่วนหรือแบบอะไรงี้จะมี Moat มากกว่า ความได้เปรียบก็คือสัมปทาน
o CBRE, Jones Lang LaSalle เจ้านี้ทำการบริหารอาคารพาณิชย์ เข้าใจว่าความได้เปรียบมาจากแบรนด์เค้า

o Simon Property Group ในหมู่ REIT ที่เคยอ่านมาเจ้านี้อาจจะมีความได้เปรียบบ้างเนื่องจากห้างที่เค้าเป็นเจ้าของดูจะทำได้ดีมาก บริษัทนี้สร้างของตัวเองไม่ใช้ซื้อเหมือน REIT ทั่วไป เข้าใจว่าเหมือนเจ้าของห้าง Paragon, Icon Siam อะไรประมาณนั้น ความได้เปรียบดูจะอยู่กับทรัพย์สินบางจุดที่บริษัทเป็นเจ้าของ

o American Tower, Crown Castle, SBA Communications เจ้าพวกนี้ทำพวก infrastructure สำหรับการสื่อสารเช่นเสาส่งสัญญาณ บริษัทพวกนี้อาจจะมี moat บ้างแต่ไม่มากเพราะลูกค้าก็มีไม่กี่ราย ดังนั้นอำนาจการต่อรองก็จะไม่ได้สูงอะไร

ครบละครับ ก็ถือว่าพูดถึงและยกตัวอย่างเยอะแล้วนะ หวังว่าจะเห็นภาพมากขึ้นครับ

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

ตัวอย่างบริษัทที่มี Moat (1/2)

ตัวอย่างบริษัทที่มี Moat (1/2)

ต่อเนื่องจากวีดิโอก่อนหน้าที่พูดถึง Moat framework ไป มีคนขอให้ยกตัวอย่างพวกธุรกิจที่ผมคิดว่ามี Moat เรียงตามอุตสาหกรรมไปเลยได้มั้ย ก็เดี๋ยวลองดูครับ

ผมว่าไล่ไปตามอุตสาหกรรมหลักๆแล้วกัน และเพื่อไม่ให้มันดูไร้ประโยชน์เดี๋ยวเราผมจะพูดถึงแต่ละตัวอย่างแบบคร่าวๆว่ามันมี moat อะไรอย่างไร

Energy กลุ่ม Oil and Gas นี่ผมรู้จักน้อยมาก แต่คิดว่าฝั่งจัดจำหน่ายหรือพวก pipeline น่าจะดีกว่าฝั่งขุดสำรวจนะ ที่เคยดูอยู่ก็เช่น
o Enterprise Products Partners ทำการขนส่ง, แปรสภาพและเก็บพวกก๊าซธรรมชาติ, น้ำมันดิบ, ปิโตรเคมีต่างๆในอเมริกา เข้าใจว่าที่มาของความได้เปรียบคือการสร้างท่อก๊าซไม่ได้ทำได้ง่ายๆ ต้องขออนุญาตมีกฎหมายควบคุม

o บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ปั๊มน้ำมันของปตท.ก็ทำได้ดี ความได้เปรียบพวกกลุ่มจัดจำหน่ายมักจะเป็นเรื่อง economies of scale ที่ทำให้ได้เปรียบต้นทุน

Materials กลุ่มนี้พวกเคมี, โลหะ, วัตถุดิบ พวกนี้ก็มีที่มี Moat อยู่นะ เช่น
o Linde, Air Liquide, Air Products and Chemicals พวกนี้ทำก๊าซอุตสาหกรรม เรียกว่าขายอากาศของจริง ความได้เปรียบดูจะมาจากความไว้วางใจของลูกค้าที่ยินดีจ่ายแพงหน่อยเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีปัญหา กับต้นทุนในการเปลี่ยนแปลงเพราะสัญญาขายก๊าซยาวและมีการสร้างโรงผลิตข้างลูกค้าเลย

o Ecolab อันนี้ผมก็ชอบ เค้าทำน้ำยาทำความสะอาด ความได้เปรียบดูจะมาจากต้นทุนการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เพราะบริษัทจะมีการติดตั้งตัว dispenser อะไรที่ไซต์ลูกค้าแล้วเพื่อจ่ายน้ำยาทำความสะอาด

o Vulcan Materials, Martin Marietta Materials พวกนี้เคยพูดถึงในวีดิโอก่อนคือขายหินทรายกรวดใช้ในการก่อสร้างรวมถึงซีเมนต์ ความได้เปรียบมาจากได้เปรียบต้นทุนเพราะของพวกนี้ขนส่งไกลๆไม่คุ้ม ดังนั้นพวกงานก่อสร้างก็จะซื้อจากใกล้ที่สุดเป็นหลัก อีกอย่างคือการทำเหมืองหินหรือโรงเผาปูนใหม่ก็ไม่ได้ง่ายเพราะไม่มีใครอยากให้มาตั้งใกล้บ้านตัวเอง

o Givaudan, International Flavors & Fragrances ทำรสชาติ, น้ำหอม ที่มาความได้เปรียบคือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาตัวสูตรของกลิ่นและรส ตัวลูกค้าเองก็จะมีต้นทุนการเปลี่ยนแปลง

Industrials กลุ่มอุตสาหกรรมนี่ใหญ่มากหลากหลายมาก มีพวกที่ใช้ได้เยอะไปหมด
o Boeing, Airbus ทำเครื่องบิน มาจากเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาแน่ กับต้นทุนการเปลี่ยนแปลงด้วยเพราะสำหรับสายการบินการที่ใช้ยี่ห้อเดียวทำให้มีต้นทุนในการดูแลรักษาน้อยกว่า

o ABB, Schneider Electric ทำพวกอุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้า พวกนี้ก็ได้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาและต้นทุนการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

o Lockheed Martin, RTX พวกนี้ก็พวกอุปกรณ์ทางทหาร ทรัพย์สินทางปัญญาอีกเช่นกัน

o Union Pacific, CSX, Norfolk Southern พวกนี้ให้บริการขนส่งทางรถไฟ ได้เปรียบต้นทุนเพราะการที่เค้าเป็นเจ้าของทางรถไฟอยู่กว้างมาก และคนที่จะเข้ามาแข่งก็ต้องมาวางรางใหม่

o Fastenal, WW Grainger ทำจัดจำหน่ายพวกน็อตกับสินค้าสำหรับงานซ่อมแซมบำรุงรักษา พวกนี้ก็จะคล้ายกับธุรกิจจัดจำหน่ายคือความได้เปรียบมาจากความได้เปรียบต้นทุนเป็นหลัก

o Waste Management, Waste Connections, Republic Services เก็บขยะ พวกนี้ก็เป็นเรื่องต้นทุนเช่นกัน ยิ่งในเส้นทางมีลูกค้าหนาแน่นก็ยิ่งทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง

Consumer Discretionary กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยนี้ก็เยอะมากเช่นกัน เช่น
o Amazon แพลตฟอร์มขายของ ได้เปรียบจากพลังของเครือข่าย คอนเซปต์เหมือนตลาด

o Booking Holdings, Expedia, Trip.com แพลตฟอร์มจองโรงแรม, ตั๋วเครื่องบิน นี่ก็ได้เปรียบจากพลังของเครือข่ายเช่นกัน คอนเซปต์เหมือนตลาด

o Marriott, Hilton, InterContinenal Hotels Group กลุ่มนี้ทำโรงแรม พวกนี้ความได้เปรียบมาจากแบรนด์

o LVMH, Hermes แบรนด์เนม พวกนี้ได้เปรียบจากแบรนด์แน่

o McDonald’s, Darden Restaurants ร้านอาหาร นี่ก็ได้เปรียบจากแบรนด์เช่นกัน และอาจจะมีความได้เปรียบเรื่องต้นทุนจากการที่เป็นเชนร้านอาหารขนาดใหญ่บ้างในระดับนึง

o Home Depot, HomePro พวกนี้ขายสินค้าเกี่ยวกับบ้าน ความได้เปรียบเหมือนผู้จัดจำหน่ายทั่วไปคือความได้เปรียบเรื่องต้นทุนเป็นหลัก

Consumer Staple กลุ่มสินค้าจำเป็น อันนี้ก็หลากหลายอยู่ เช่น
o Walmart, Costco, Dollar General, Woolworths, CPALL พวกนี้ก็คอนเซปต์ผู้จัดจำหน่าย ซึ่งคือได้เปรียบจากเรื่องต้นทุน

o Colgate, Kimberly-Clark ความได้เปรียบของเจ้านี้ก็แบรนด์แน่กับอาจจะมีเรื่องได้เปรียบต้นทุนด้วย

o Sysco เป็นผู้จัดจำหน่ายอาหารให้กับร้านอาหาร, โรงแรม, ฯลฯ พอได้ยินว่าเป็นผู้จัดจำหน่ายปุ๊บก็เดาได้ว่าเป็นได้เปรียบจากต้นทุน

o Kikkoman ทำซอสถั่วเหลือง, ไทยเทพรส ทำซอสภูเขาทอง, Kewpie ทำซอสมายองเนสกับน้ำสลัด ความได้เปรียบพวกนี้ก็เป็นเรื่องแบรนด์ และส่วนหนึ่งก็น่าจะมีเรื่องต้นทุนด้วย

o ไทยเพรซิเด้นท์ฟู้ด, Indofood, Nissin ทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ความได้เปรียบมาจากเรื่องต้นทุน

 
ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

ผลประกอบการออกมาดี แต่ทำไมหุ้นตก ?

ผลประกอบการออกมาดี แต่ทำไมหุ้นตก ?

มีคนถามเพราะเห็นช่วงนี้ผลประกอบการหลายบริษัทออกมาดีมาก แต่หุ้นตกที -10% ได้ เป็นเพราะอะไร

ก็เข้าใจได้ที่จะมีคำถาม บางทีผมก็สงสัยเหมือนกันครับ

อยากให้เข้าใจว่าราคาหุ้นมันก็ขึ้นอยู่กับผลประกอบการแหละ แต่โฟกัสมันเป็นเรื่องของผลประกอบการในอนาคตมากกว่า และบางทีอนาคตที่ว่ามันก็มีทั้งอนาคตไปไกลๆและอนาคตใกล้เพราะนักลงทุนเองก็มีทั้งที่ลงทุนระยะสั้นและลงทุนยาว เช่น
• ผลประกอบการที่ดีอาจจะดีน้อยกว่าความคาดหวัง

• ผลประกอบการออกมาดีจริง แต่อนาคตอาจจะดูเติบโตช้าลง

• ตลาดอาจจะเชื่อว่าอนาคตจะแย่ลงเพราะอะไรซักอย่าง
• ตัวหุ้นอาจจะไม่แย่ แต่คนอาจจะกังวลเศรษฐกิจไม่ดีในอนาคต

ดังนั้นผมว่า ถ้าสมมติคุณถือหุ้นอยู่ แล้วผลประกอบการมันออกมาดีแต่ราคามันตก หาเหตุผลยังไงก็ดูไม่เลวร้ายและอนาคตคุณก็ยังคิดว่ามันจะทำได้ดีต่อเนื่อง กรณีแบบนี้ก็อย่าไปกังวลอะไรมาก ดีกว่าประเภทผลประกอบการออกมาแย่นะ แต่ถ้าสมมติคุณไม่ได้ถือหุ้นอยู่แค่สนใจเฉยๆ ก็มองว่ามันอาจจะเป็นโอกาสที่ดีก็ได้ อย่างน้อยราคาก็ถูกลงกว่าก่อนหน้านี้ แต่อย่าประมาท ลองพยายามหาเหตุผลดูว่ามันเพราะอะไรเรามองข้ามอะไรไปหรือเปล่า ถ้าดูไม่เลวร้ายและอนาคตยังมั่นใจว่ามันจะทำได้ดีต่อเนื่อง การที่หุ้นตกลงมาก็เป็นเรื่องดีนะ

 
ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

ผลประกอบการแย่ลง รอนานแค่ไหนถึง Cut ?

ผลประกอบการแย่ลง รอนานแค่ไหนถึง Cut ?

ตอบแบบสั้นๆคือโดยปกติผมจะรอดูอย่างน้อย 1 ปีครับ แต่ทั้งนี้แล้วแต่สถานการณ์ว่าเราซื้อบริษัทนี้คาดหวังอะไรตั้งแต่แรกด้วย กับว่าแย่กว่าที่คาดคือแย่มากขนาดไหน เช่น
1. ไม่มีเหตุการณ์อะไรเฉพาะของบริษัทหรือธุรกิจ ราคาหุ้นบริษัทหล่นลงมาตามตลาดโดยรวม
กรณีนี้ผมก็จะไม่คาดหมายว่าผลการดำเนินงานจะคลาดเคลื่อนรุนแรง ดังนั้นถ้าการเติบโตต่ำกว่าที่คาดมากแบบดูไม่มีเหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในธุรกิจเดียวกันก็แย่กว่าอย่างมีนัยสำคัญแบบประเภทไปคนละทาง ผมอาจจะคัททันทีหรือรอดูอีกหนึ่งไตรมาส
2. มีเหตุการณ์กระทบอุตสาหกรรมโดยรวม ราคาหุ้นบริษัทหล่นลงตามหุ้นอื่นในธุรกิจเดียวกัน
กรณีนี้ผมจะคาดหวังว่าหุ้นจะฟื้นเมื่ออุตสาหกรรมกลับสู่สภาพปกติ ดังนั้นสมมติการเติบโตต่ำกว่าที่คาดแต่ไปในทิศทางเดียวกันกับบริษัทอื่นในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ผมก็จะไม่ได้สนใจมาก รอดูอุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งอาจจะนานหลายปีได้ เช่น โควิด, ธุรกิจกลุ่มบ้าน แต่สมมติการเติบโตแย่กว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องกันมากอันนี้จะเริ่มแปลก หรือถ้าอุตสาหกรรมฟื้นบริษัทอื่นฟื้นแต่บริษัทที่เราถือไม่ฟื้นอันนี้ก็แปลก ส่วนใหญ่เคสแบบนี้ถ้าหาเหตุผลไม่ได้ผมจะให้เวลารอดูประมาณ 1 ปี
3. มีเหตุการณ์เฉพาะของบริษัท ราคาหุ้นบริษัทหล่นเพราะปัญหาส่วนตัว
กรณีนี้ความคาดหวังคือบริษัทจะแก้ไขปัญหาบางอย่างที่ว่านั่นได้ ดังนั้นผมก็พร้อมจะรอนานกว่าปกติแล้วแต่ว่าเรื่องที่เป็นปัญหานั้นคืออะไร แต่โดยทั่วไปผมจะรอประมาณ 1-2 ปีหรือนานกว่านั้นได้ถ้าเห็นว่ามีความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหา เช่น Paycom, Dollar General, ฯลฯ

สรุปคือขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เราไปลงทุนแต่แรกด้วย แต่คิดว่าประมาณ 1 ปีน่าจะกำลังดี

หุ้นดีราคาตกนิดหน่อย VS หุ้นพอใช้ราคาตกเยอะ

หุ้นดีราคาตกนิดหน่อย VS หุ้นพอใช้ราคาตกเยอะ

มีคนถามว่าสมมติต้องเลือกระหว่างหุ้นที่เข้มแข็งมากแต่ราคาลงไม่เยอะกับหุ้นที่พอใช้ได้แต่ราคาลงรุนแรง อันไหนน่าลงทุนกว่ากัน

เพื่อความเข้าใจตรงกัน บางทีเวลาเราบอกว่าเราซื้อบริษัทที่ดีธุรกิจมีความเข้มแข็ง เอาเข้าจริงในหมู่ธุรกิจที่มันเข้มแข็งก็มีที่มันเข้มแข็งมากน้อยต่างกันไป พวกที่เข้มแข็งมากในที่นี้ผมจะหมายถึงบริษัทที่มันได้เปรียบมากมีคู่แข่งน้อย เช่น Alphabet (Google), AOT, TSMC, ฯลฯ ส่วนพวกที่พอใช้ได้นี่ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นบริษัทที่ทำได้แย่นะ เป็นบริษัทที่ทำได้ดีแหละแต่อาจจะไม่เข้มแข็งเท่า เช่น Nike, Hershey, ฯลฯ เวลาหุ้นตกในวงกว้างส่วนใหญ่พวกที่เข้มแข็งมากก็จะตกแหละแต่อาจจะตกไม่เยอะ 20-30% แต่กลุ่มพอใช้ได้ราคาตกถึง 40-50% ก็จะพบได้บ่อยกว่า

ทีนี้ถ้าต้องเลือกระหว่างบริษัทที่เข้มแข็งมากราคาตกไม่เยอะกับบริษัทที่เข้มแข็งกลางๆแต่ราคาตกเยอะ เรื่องนี้ผมก็เคยสงสัยเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ไปหาคำตอบอะไรนะครับก็ลองซื้อมันไปทั้งสองแบบแหละ สิ่งที่เจอส่วนตัวคือซื้อบริษัทที่เข้มแข็งมากแต่ราคาตกไม่เยอะดีกว่า เพราะต้องอย่าลืมว่าเวลาหุ้นมันตกเยอะๆนี่มันมักจะมีปัญหาอะไรซักอย่างเกิดขึ้น บางทีก็ปัญหากระทบกว้างๆหลายบริษัทหรือบางทีก็เฉพาะธุรกิจบางอย่าง ในสถานการณ์แบบนั้นบริษัทที่เข้มแข็งมากมีโอกาสจะ surprise เราไปในทางที่ดีกว่าที่คาดเยอะกว่า ในขณะที่พวกที่กลางๆนี่ผมพบว่าบางทีมันมีโอกาสจะ surprise ไปทางที่แย่ได้มากกว่า

แต่อันนั้นมันสิ่งที่เจอส่วนตัว อาจจะ bias ก็ได้ ผมก็เลยพยายามนึกดูว่ามันจะมีหลักฐานอะไรอื่นมั้ย ก็นึกขึ้นได้ว่าเราใช้กองทุนที่ลงทุนแบบ value factor กับ quality factor เทียบกันก็น่าจะพอใช้ได้ value factor ของ MSCI จะเน้น Book Value to Price, 12-month Forward Earnings to Price และ Dividend Yield ส่วน quality factor เค้าจะเน้น ROE สูง, กำไรเติบโตปีต่อปีสม่ำเสมอ และหนี้น้อย ซึ่งผลก็ออกมาแบบนี้ครับ

ลงทุนเอียงไปฝั่ง Quality Factor ทำได้ดีกว่าเยอะเลย และดูจะทำได้ดีกว่าในทุกช่วงทั้งเร็วๆนี้และย้อนหลังไปยาวๆ ดังนั้นผมคิดว่าก็สรุปได้แล้วแหละ ถ้าต้องเลือกระหว่างหุ้นเข้มแข็งมากราคาตกนิดเดียวกับหุ้นพอใช้ราคาตกเยอะ เลือกพวกเข้มแข็งมากไว้ก่อนดีกว่าครับ ส่วนตัววันนี้ผมก็ปรับมาทางนี้เหมือนกันครับ P/E มันจะดูสูงหน่อย ถ้าไม่ชินก็ต้องพยายามทำใจนิดนึง

 
ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

Framework การวิเคราะห์ Moat

Framework การวิเคราะห์ Moat

ก่อนอื่นเผื่อคนไม่คุ้น ที่เค้าพูดถึง Moat หรือ Durable Competitive Advantage นี่ก็คือคอนเซปต์ว่าบริษัทบางบริษัทมีความได้เปรียบบางอย่างที่ทำให้คนอื่นเข้ามาแข่งขันได้ยาก ทำให้บริษัทสามารถเติบโตและมีกำไรได้ดีกว่าทั่วไป และโดยไอเดียก็คือเราควรจะเล็งซื้อบริษัทกลุ่มนี้

ผมคิดว่าการวิเคราะห์เรื่อง Moat น่าจะทำได้แบบเดียว ไม่แน่ใจว่ามันจะเรียก framework หรือเปล่า วิธีก็คือเราก็ทำความเข้าใจที่มาของความได้เปรียบว่ามีแบบไหนบ้างก่อน แล้วก็อ่านว่าบริษัททำอะไร จากนั้นก็พยายามดูว่าบริษัทมันเข้าข่ายว่าจะมีความได้เปรียบเรื่องอะไรหรือเปล่า และต้องเข้าใจว่าบริษัทไม่ได้จำเป็นต้องมีความได้เปรียบแบบเดียว บางบริษัทอาจจะได้เปรียบหลายแบบด้วย

ที่มาความได้เปรียบมันจะมีประมาณ 5-6 แบบ ประมาณนี้
1. Brand จุดตัดสำคัญก็คือยี่ห้อพวกนี้ต้องทำให้คนยอมซื้อแพงกว่าปกติ หรือไม่ก็ซื้อซ้ำๆ ตัวอย่างเช่นการบินไทยอันนี้ก็ไม่เวิร์ค คนรู้จักเยอะไม่ได้แปลว่าคนยินดีจ่าย Hermes คนยอมซื้อแพงผิดปกติ ยี่ห้อที่ไม่แพงแต่คนซื้อก็มีเช่น Beiersdorf (Nivea, Eucerin)

2. สิทธิบัตร, ทรัพย์สินทางปัญญา จุดตัดสำคัญก็คือไม่ได้มีทางเลือกอื่นเยอะ กับอาจจะต้องระวังพวกบริษัทที่พึ่งพาสิทธิบัตรเรื่องเดียว ตัวอย่างเช่นอย่างบริษัทยา Novo Nordisk, Eli Lilly หรือพวกเทคโนโลยีเช่นจรวจ, เครื่องบิน, ASML หรือบางทีก็อาจจะแค่ดัชนีหุ้น เช่น MSCI

3. สัมปทาน, ใบอนุญาต จุดตัดสำคัญคือไม่มีหลายใบจัด ตัวอย่างก็น่าจะอย่างประกันภัยบ้านเรานี่ก็ต้องมีใบอนุญาต แต่ด้วยความมีเยอะจัดประเด็นเรื่องใบอนุญาตก็ไม่ได้ช่วยทำให้ได้เปรียบอะไร

4. ได้เปรียบต้นทุน จุดตัดก็จะเป็นตามชื่อคือต้องมีความได้เปรียบต้นทุนด้วยเหตุอะไรซักอย่าง อาจจะเพราะทำเลที่ตั้ง หรือไม่ก็เพราะมีขนาดใหญ่มากจนคู่แข่งจะเข้ามาต้องลงทุนเยอะๆ ตัวอย่างก็อย่างเช่นผลิตน้ำมันได้ถูกกว่า เช่น Saudi Aramco เหมืองหิน เช่น Vulcan Materials ขายปลีกเช่น Costco

5. ต้นทุนการเปลี่ยนเจ้า จุดตัดคือต้องดูว่าการเปลี่ยนมันยากอะไรซักอย่าง เช่น Bloomberg เป็นต้น

6. พลังของเครือข่าย จุดตัดคือยิ่งคนใช้เยอะยิ่งทำให้สินค้าน่าสนใจมากขึ้น เช่นตลาด, platform ต่างๆ, ฯลฯ อันนี้ต้องระวังอย่าไปเข้าใจว่าทุกบริษัทเทคโนโลยีหรือซอฟท์แวร์ที่ดูทำออนไลน์จะมีพลังของเครือข่ายหมด ตัวอย่าง เช่น DocuSign

เมื่อเข้าใจคอนเซปต์ของที่มาความได้เปรียบแล้ว ผมแนะนำว่าที่เหลือก็คือไปศึกษาบริษัทต่างๆ แล้วพยายามเอาทฤษฎีไปลองใช้พิจารณา เวลาไปอ่านเกี่ยวกับบริษัทที่เราสนใจ พยายามเทียบดูว่าบริษัทเหล่านั้นมันน่าจะเข้าข่ายอันไหนมั้ย แล้วสมมติว่าคิดว่าเข้าข่ายได้เปรียบก็พยายามหาหลักฐานประกอบว่ามันมีอะไรบ่งชี้ว่าได้เปรียบจริงมั้ย การที่บังคับให้ต้องหาหลักฐานประกอบก็จะทำให้เราฉุกคิดมากขึ้นไปในตัวครับ

 
ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
https://www.adisonc.com/

หรือ ทดลองเรียนฟรี

AI มา บริษัทซอฟท์แวร์จะหายไปมั้ย ?

AI มา บริษัทซอฟท์แวร์จะหายไปมั้ย ?

เดี๋ยวนี้มี AI เขียนโปรแกรมได้ บริษัทกลุ่มซอฟท์แวร์จะยังมีอนาคตอยู่มั้ย ?

การตัดสินใจระหว่างซื้อซอฟท์แวร์กับสร้างเองเป็นอะไรที่มีมาตลอดอยู่แล้ว แต่ด้วยเครื่องมือ AI ทั้ง Claude Code หรือ Vibe Coding ที่ทำให้คนสามารถสร้างโปรแกรมได้แบบรู้แค่ภาษาอังกฤษก็ใช้ได้ ก็ทำให้การสร้างเองมีต้นทุนน้อยลง

ประเด็นนี้ก็ทำให้ตลาดกังวลพอสมควร เพราะก็กลัวว่าพวกบริษัทซอฟท์แวร์จะไม่จำเป็นละ ลูกค้าทำเองได้หมด ดังจะเห็นได้จากหุ้นกลุ่มซอฟท์แวร์ตกลงมากันในวงกว้าง เช่น SAP, SPS Commerce, Salesforce, Intuit, Fortinet, etc.

ส่วนตัวผมเชื่อแหละว่าด้วยเครื่องมือเหล่านี้ พวกโปรแกรมที่ไม่ใช้ฟังก์ชั่นสำคัญในธุรกิจบริษัทก็จะสร้างเองกันมากขึ้นแน่ คนทำงานจำนวนมากก็จะ automate งานบางส่วนของตัวเองโดยการสร้างโปรแกรมเล็กๆขึ้นมาใช้ส่วนตัว แต่ผมไม่คิดว่าบริษัทที่ทำโปรแกรมในฟังก์ชั่นสำคัญจะหายไป เพราะว่าผมมองว่าโปรแกรมพวกนี้มันไม่ใช่ยากตรงเขียนโค้ด แต่มันยากตรงที่มันมีรายละเอียดความต้องการของธุรกิจเยอะแยะซับซ้อนไปหมด และผมไม่คิดว่าบริษัทจะเสียเวลามาสร้างสิ่งนี้กันเอง

เอาแบบอย่างบริษัทที่ผมเคยทำงาน ขนาดว่าเราบริษัทขนาดเล็กนะ บริษัทมีความพยายามจะทำระบบ Core ที่เก็บข้อมูลสถานะพอร์ตลูกค้าเอง, ออกรายงาน, ฯลฯ มันก็ยุ่งยากและช้ากว่ากำหนดไปเยอะมาก เพราะเอาเข้าจริงมันมีรายละเอียดจุกจิก ตัวอย่างเช่น บันทึกว่ามีสินทรัพย์อะไร ปกติเวลาเราซื้อหุ้นให้ลูกค้า ตรรกะก็คือเมื่อมีการคอนเฟิร์มการซื้อขายเกิดขึ้นเราก็ตัดเงินสดออกแล้วก็บันทึกว่าได้หุ้นอะไรมากี่หุ้นที่ราคาเท่าไหร่ บริษัทก็เขียนโปรแกรมให้ยึดจำนวนหุ้นกับราคาถูกมะ ส่วนมูลค่าก็เอาสองเลขนี้คูณกันใส่สูตรไว้ ไม่มีปัญหาอะไร ทีนี้เวลาผ่านไปเรามีการซื้อกองทุนรวม แล้วคุณก็รู้ว่ากองทุนรวมเวลาซื้อคุณไม่ได้สั่งซื้อเป็นจำนวนหุ้นแต่ซื้อเป็นมูลค่า แล้วกว่าจะรู้ว่าได้กี่หน่วยที่ราคาเท่าไหร่ก็ต้องผ่านไปอีกหลายวันแล้วแต่ว่ากองไทยหรือต่างประเทศอีก ปรากฎว่าระบบบันทึกไม่ได้เพราะมันออกแบบให้ใส่จำนวนหน่วยกับราคาซึ่งเราไม่มี ก็ต้องไปหาทาง workaround สิ่งนี้อีก

รายละเอียดในเชิงธุรกิจเหล่านี้ทำให้บริษัทซอฟท์แวร์ที่ทำโปรแกรมประเภทนั้นอยู่แล้วได้เปรียบ เพราะเค้าคุ้นเคยกับรายละเอียดจุกจิกมากกว่าเนื่องจากมีลูกค้าหลายรายและเคยทำมาก่อน นึกภาพอย่างโปรแกรมบัญชี, โปรแกรมภาษี, ฯลฯ

นอกจากนั้นแล้วมันจะมีบริษัทซอฟท์แวร์บางอันที่ใช้เชื่อมการทำงานออกไปนอกองค์กร พวกนี้ก็จะยิ่งถูกทดแทนหรือทำเองยากเข้าไปใหญ่ อย่างเช่น SPS Commerce ทำ Electronic Data Exchange (EDI) สำหรับให้บริษัทค้าปลีกสื่อสารข้อมูลเรื่อง supply chain กับคู่ค้าทั้งหลาย ผู้ผลิต, ขนส่ง, โกดัง เพื่อให้การสั่งของและวางแผนว่าสินค้าต้องไปไหนง่ายขึ้น

ในทางกลับกันคือผมคิดว่าพวกบริษัทซอฟท์แวร์พวกนี้จะเอา AI มาใช้ทำให้ตัวโปรแกรมเก่งขึ้นใช้งานง่ายขึ้นไปอีกมากกว่า ควรจะทำให้แข่งขันได้ดีขึ้นไปอีก

ดังนั้นสรุปคือ ผมเชื่อเลยว่า AI มาทำ Coding นี่ทำได้ดีและมีผลกระทบเยอะแน่ แต่ก็คิดว่าความกังวลต่อพวกบริษัทซอฟท์แวร์ดูจะเว่อร์เกิน ดังนั้นราคาที่ตกลงมานี่มองว่าเป็นโอกาสที่ดีมากกว่าครับ ถ้ากังวลมากก็อย่างที่บอกคือพยายามหาบริษัทซอฟท์แวร์พวกที่ทำฟังก์ชั่นซับซ้อนๆ เกี่ยวกับ compliance กติกาเยอะๆ หรือยิ่งดีคือประเภทใช้ร่วมกันหลายบริษัท แบบนี้ก็เชื่อว่าจะถูกทดแทนยากขึ้นไปอีก

ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

เราจะหา P/E ที่เหมาะสมได้อย่างไร ?

เราจะหา P/E ที่เหมาะสมได้อย่างไร ?

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นตัวหนึ่งควรมี P/E ที่เหมาะสมที่เท่าไหร่ครับ

ในทางทฤษฎีเรื่องนี้ก็หาได้อยู่ แบบ absolute ก็นึกภาพว่าเรามีสูตรสำหรับหาราคาที่เหมาะสมของหุ้นได้ด้วย DCF แบบต่างๆใช่มะ เมื่อเราได้ราคาที่เหมาะสมนั้นมา ก็เอา EPS TTM หารซะ ก็ออกมาเป็น P/E ที่เหมาะสมละครับ หรือแบบ relative เค้าก็เสนอว่าใช้ P/E ของหุ้นกลุ่มธุรกิจเดียวกันเป็นบรรทัดฐานแล้วปรับขึ้นลงแล้วแต่ว่าบริษัทที่เราดูอยู่นี่ดีกว่าหรือแย่กว่าเฉลี่ย

แต่ปัญหาคือเราก็ใช้เลข P/E เป๊ะๆนั้นไม่ได้อยู่ดี อย่างราคาที่เหมาะสมเวลาเค้าจะซื้อเค้าก็บอกว่าควรจะมีเผื่อ Margin of safety ซื้อให้ต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมนั้นไปเยอะๆหน่อยเพราะเผื่อว่าเลขที่เราคำนวณนั่นมันไม่แม่นไง ดังนั้น P/E ที่คำนวณออกมาก็เหมือนกัน คือมันไม่ชัวร์อยู่ดีครับ

สาเหตุที่ P/E ที่เหมาะสมหาไม่ได้ อธิบายเป็นภาษาคนเพราะแบบนี้ครับ นึกภาพก่อนว่า P/E คืออะไร P/E คือเลขที่บอกว่าคนยินดีจ่ายเงินซื้อหุ้นที่ราคากี่เท่าของกำไร เป็นตัวเลขที่สื่อถึงระดับความนิยมของหุ้นนั้น

ทีนี้คำถามคือแล้ว P/E ระดับความนิยมของหุ้นซักบริษัทนึงนี่มันควรจะเหมาะสมอยู่ที่กี่เท่าล่ะ มันก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง บางส่วนก็เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับตัวหุ้นนั้นเองเช่น กำไรเติบโตมั้ย, หนี้น้อยมั้ย, แนวโน้มอนาคต ฯลฯ เรื่องพวกนี้ก็ทำให้ความนิยมมันสูงหรือต่ำได้ หรือบางทีก็เป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่ใช่ตัวบริษัทนั้นเลย เช่นผลตอบแทนของสินทรัพย์ลงทุนทางเลือกอื่น ซึ่งเรื่องเหล่านี้บางอย่างก็เป็นอนาคตที่ไม่มีทางรู้หรือบางอย่างก็ทำเป็นตัวเลขยาก เช่น หนี้น้อย สมมติสองบริษัทอยู่ในธุรกิจเดียวกัน การเติบโตในอดีตพอกัน แนวโน้มอนาคตก็พอกัน แต่บริษัทนึงไม่มีหนี้เงินกู้ยืมเลย โดยหลักการเราก็น่าจะให้ P/E หุ้นบริษัทนี้สูงกว่าถูกมะ แต่สูงกว่าแค่ไหนดีล่ะ

ดังนั้นสรุปแล้ว P/E ก็เลยคล้ายกับราคาเหมาะสมของหุ้นแหละ คือเราอย่างมากกะคร่าวๆเอาครับ ไม่มีวิธีการอะไรที่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่า P/E เท่าไหร่เหมาะสมแบบเป๊ะๆ