Blog

  • ลงทุนใน S&P 500 Equal Weight แทน S&P 500 ดีมั้ย ?

    ลงทุนใน S&P 500 Equal Weight แทน S&P 500 ดีมั้ย ?

    มีคนถามความเห็นว่าลงทุนใน S&P 500 Equal-Weighted ดีกว่ามั้ย ? เพราะตอนนี้เห็นว่า S&P 500 เฉยๆมันจะหนักหุ้นบางตัวเยอะ

    อย่างแรกดูก่อนว่าที่ว่ามัน concentrated นี่มันแค่ไหน หุ้น 10 อันดับแรกของ S&P 500 คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 37.62% ของทั้งหมด ซึ่งก็คือมันสัดส่วนเยอะจริงนั่นแหละ

    ดังนั้นแปลว่า S&P 500 Equal-Weighted น่าจะดีกว่าหรือเปล่า ? มันก็มีเรื่องที่ดีกว่าคือ Diversified มากกว่าแน่ ความเสี่ยงก็จะไม่กระจุกเท่า S&P 500 แบบปกติ ในแง่นี้ก็คือตรงโจทย์ของมันแหละ แต่มันก็มีจุดเสียอยู่นะ

    • การที่หุ้น 10 อันดับแรกมันสัดส่วนใหญ่ ก็มาจาก Market Cap ที่ใหญ่ และการที่มัน Market Cap ใหญ่กว่าได้ โดยส่วนใหญ่ก็เพราะบริษัทมันเป็นบริษัทที่ทำได้ดีมากจริงๆนั่นแหละ ดังนั้นการถือ S&P 500 Equal-Weighted ก็แปลว่ามันจะถือหุ้นที่เข้มแข็งเหล่านี้น้อยกว่าดัชนีปกติ โดยเฉพาะช่วงที่หุ้นใหญ่ทำได้ดีเป็นพิเศษ S&P 500 ตัวปกติก็จะผลตอบแทนดีกว่า
    • กองทุนที่ถือหุ้นตาม Market Cap Weighted ก็มักจะแทบไม่ต้องปรับอะไร ในขณะที่กองทุนที่ Equal-Weighted มันต้องมีการขายและซื้ออยู่ตลอดเพื่อให้มันคงความเท่า มันก็จะทำให้กองทุนมีต้นทุนในการจัดการสูงกว่า

    สรุปแล้ว ถือ S&P 500 แบบ Equal-Weighted ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่อาจจะต้องยอมรับว่าผลตอบแทนในระยะยาวอาจจะต่ำกว่านะ มีความได้เปรียบเรื่องการกระจายความเสี่ยงอย่างเดียวจริงๆ

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • Cash Flow แต่ละปีไม่เท่ากันจะคำนวณ Time Value of Money ยังไง?

    Cash Flow แต่ละปีไม่เท่ากันจะคำนวณ Time Value of Money ยังไง?

    อันนี้ต่อเนื่องจากคลิปที่เราทำ Asset Allocation ด้วยตัวเอง มันต้องมีการคำนวณคิดลดกลับมาว่าตอนเกษียณถ้าจะใช้เงินแบบนี้ต้องมีเงินก้อนมูลค่าเท่าไหร่ และระหว่างออมเงินต้องลงทุนให้ได้กี่ % ซึ่งในวีดิโอนั้นเราทำด้วย FN Calculator ใช่มะ

    ทีนี้มีคนถามว่าสมมติตอนออมมันไม่ได้ออมเท่ากันทุกปีจะทำยังไง คำตอบคือแบบนั้นคุณต้องไปทำแบบใส่ CF ทีละอันละครับ โปรแกรมไม่มีทางช่วยเราได้แน่ ใช้ในตาราง excel ง่ายครับ

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • ตอนเกษียณมีวิธีการถอนเงินยังไงดี ?

    ตอนเกษียณมีวิธีการถอนเงินยังไงดี ?

    เรื่องนี้มีการศึกษากันเยอะอยู่

    แน่นอนมันขึ้นอยู่กับแผนการเกษียณแต่ละคน เช่นแบบจะถอนไปกี่ปีหลังเกษียณ มันก็ทำให้คำตอบไม่เหมือนกันละ แต่เท่าที่ผมเคยอ่านมาคำตอบแบบง่ายๆคือ 4% ครับ ก็คือสมมติตอนเกษียณเรามีเงิน 100 บาท เราถอนมาใช้ปีละ 4 บาท มีโอกาสสูงที่จะสามารถถอนไปได้จนถึง 30 ปีหลังเกษียณ

    เพื่อให้ละเอียดขึ้นอีกนิดนึง ผมมีไปอ่าน research paper ของ Morningstar และอันนี้ผมสรุปใจความคร่าวๆมาให้ แต่ขอให้เข้าใจว่าเค้าอ้างอิงผลตอบแทนของหุ้น U.S. เป็นหลัก

    • Research ปี 2025 ของ Morningstar ประมาณไว้ว่าอัตราการถอน 3.9% ในปีแรกและค่อยๆเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อปีละ 2.46% คืออัตราการถอนที่ปลอดภัย (ระยะเวลาเกษียณ 30 ปี มีโอกาส 90% ที่เงินไม่หมดไปก่อน ลงทุนในหุ้น 30-50% ของทั้งพอร์ตที่เหลือเป็นตราสารหนี้กับเงินสด)
    • วิธีการของ Morningstar ใช้ Forward-looking assumptions โดยจะพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบันของตลาดทุนและอัตราดอกเบี้ยในการประมาณการผลตอบแทนคาดหวังในอนาคตด้วย
    • พอร์ตที่หนักหุ้นมากๆ ไม่ได้ทำให้ตัวเลขอัตราการถอนเงินสูงขึ้น เพราะความผันผวนที่สูงอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงได้ถ้าช่วงปีแรกๆผลตอบแทนจากการลงทุนติดลบ โดยเฉลี่ยแล้วพอร์ตที่หนักหุ้นก็จะผลตอบแทนสูงกว่าและสามารถรองรับการถอนที่อัตราที่สูงกว่าได้นั่นแหละ แต่ในกรณีที่แย่มันคือจะแย่ไปเลย
    • ถ้าสามารถยืดหยุ่นเรื่องอัตราการถอนได้ ก็จะสามารถถอนได้ที่อัตราการถอนเริ่มต้นที่สูงขึ้น
    • แต่ถ้าสมมติใช้ Historical data อย่างเดียวเลย ไม่มีการ Forward-looking อัตราการถอนจะเป็น 4.8% (ระยะเวลาเกษียณ 30 ปี มีโอกาส 90% ที่เงินไม่หมดไปก่อน ลงทุนในหุ้น 80% ของทั้งพอร์ตที่เหลือเป็นตราสารหนี้กับเงินสด)
    • แล้วถ้าสมมติว่าเราปรับเรื่องโอกาสสำเร็จแทนล่ะ Morningstar พบว่าการจะให้โอกาสสำเร็จเพิ่มไปเป็น 100% แปลว่าเราต้องถอนใช้น้อยลงเยอะมาก พบว่าถอนใช้ได้แค่ปีละ 2.6% เท่านั้น และต้องถือหุ้นน้อยมากแค่ 10-20% ของพอร์ตเท่านั้น เพราะมันต้องเผื่อเคสโชคร้ายมากๆที่หุ้นตกรุนแรงในปีแรกๆที่เกษียณ
    • วิธีการถอนเงินแบบยืดหยุ่น ทำให้มีโอกาสสำเร็จสูงขึ้นและโดยรวมสามารถรองรับอัตราการถอนที่สูงขึ้นได้ วิธีการเช่น
      • ถ้าปีไหนพอร์ตขาดทุน ก็ถอนเงินแบบไม่ปรับขึ้นตามเงินเฟ้อ
      • ถอนเป็นสัดส่วนของมูลค่าที่เหลือของพอร์ตแทนที่จะเป็นของเงินต้นตอนเริ่มเกษียณ
      • ค่อยๆปรับอัตราการถอนตามผลตอบแทนการลงทุนและอัตราการถอนในปีก่อนหน้า ก็คือถ้าพอร์ตกำไรก็ถอนเยอะขึ้นหน่อย ถ้าพอร์ตขาดทุนก็ถอนลดลงด้วยกติกาบางอย่าง
      • ถอนเยอะหน่อยตอนปีแรกๆ และถอนลดลงเมื่ออายุเยอะขึ้น (คนอายุเยอะก็จะใช้เงินน้อยลง)
    • ใน Research paper มีรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการถอนแบบต่างๆ ว่าทำอย่างไร รวมถึงศึกษาว่าวิธีการไหนใช้เงินระหว่างเกษียณได้เยอะกว่ากันหรือเหลือกว่ากัน แต่รายละเอียดมันจะเยอะ คนที่มีความสนใจสามารถไป download paper และอ่านเองได้ที่ https://www.morningstar.com/business/insights/research/the-state-of-retirement-income

    สรุปแล้วคือผมก็มองว่าอัตราการถอนที่ 4% ก็ดูจะทำตามได้ง่ายและสอดคล้องกับ academic study นะ

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • เราควรจะต้องกังวลเรื่องหนี้กับ Bond Yield ของ U.S. หรือเปล่า ?

    เราควรจะต้องกังวลเรื่องหนี้กับ Bond Yield ของ U.S. หรือเปล่า ?

    เป็นคำถามที่ดี แน่นอนไม่มีใครรู้อนาคต ผมคิดว่าก็ควรต้องกังวลบ้าง แต่อาจจะยังไม่ถึงกับต้อง panic

    ที่เราเห็นเค้าพูดในข่าวนี่เป็นตัวอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวครับ ความกังวลหลักตอนนี้ก็อยู่ที่ U.S. แต่จริงๆ bond yield ประเทศอื่นก็สูงขึ้นเช่นกัน เช่น ญี่ปุ่น, ฝรังเศส โดยไอเดียการที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสูงขึ้น มันแปลว่านักลงทุนในตลาดจะยินดีถือพันธบัตรเหล่านี้ก็ต่อเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ซึ่งมันก็ตีความหมายได้อยู่สองอย่างหลักๆคือ หนึ่งคนอาจจะเชื่อใจน้อยลงว่ารัฐบาลจะมีเงินมาจ่าย หรือสองคือตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ปัจจุบันดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมานี่ก็ไม่ใช่ถึงกับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์หรืออะไรนะ แค่สูงสุดในช่วงสิบปีนี้


    แล้วทำไม bond yield ถึงสูงขึ้นช่วงนี้ ?

    เข้าใจว่าเรื่องหลักคือรัฐบาลใช้เงินเยอะ อย่าง U.S. ตั้งแต่ทรัมป์เข้าก็มี Big Beautiful Bill อะไรนั่นที่คนคาดว่าจะใช้เงินขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น และสงคราม Iran ก็ด้วย รวมๆแล้วคือคนคิดว่ารัฐบาลที่ก็ขาดดุลเยอะอยู่แล้วจะขาดดุลเยอะไปอีก และต้องกู้เงินเยอะขึ้นไปอีก เสี่ยงที่จะไม่มีเงินจ่ายมากขึ้น นักลงทุนก็เลยต้องการอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อที่จะยอมถือพันธบัตร

    แล้วมันเป็นปัญหายังไง ?

    • จากมุมของธุรกิจและประชาชน อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่สูง ก็จะทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้สูงไปด้วย จะกระทบกับพวกสินเชื่อบ้านกับรถเป็นพิเศษ และกระทบการลงทุน
    • ส่วนฝั่งรัฐบาล มันก็จะทำให้การกู้ยืมเงินแพงขึ้น เพราะภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ล่าสุด Scott Bessent ถึงมีออกมาพยายามทำ buyback ตัว Long-term treasury แต่ก็ไม่เป็นผลอะไรเพราะตลาดก็ไม่เชื่อมั่นอยู่ดี

    ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ธรรมดานี่ คนตกใจอะไรกัน ?

    ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันก็ยังไม่มีอะไรแหละ Bond yield สูงระดับนี้ในอดีตก็เคยมีอยู่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาระการจ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาล U.S. ก็สูงขึ้นกว่าเดิมมากเพราะปริมาณการกู้ยืมมันเยอะขึ้นมากและอัตราดอกเบี้ยก็กำลังสูงขึ้น บวกกับก็ไม่ได้มีวี่แววจะลดการขาดดุลงบประมาณแต่อย่างใด

    ความสยองของเรื่องคือ แล้วมันจะถึง critical point เมื่อไหร่ สมมติเราเอาแบบจินตนาการก่อนนะ เป็นไปได้มั้ยที่ประเทศนึงมันจะกู้เงินได้เยอะแบบไม่มีที่สิ้นสุด ถึงเศรษฐกิจจะเข้มแข็งแค่ไหนก็ไม่น่าเป็นไปได้ถูกมะ มันน่าจะมีจุดไหนซักจุดที่เริ่มไม่เวิร์คละ คนก็กังวลว่ามันจะมีจุดนึงที่ความเชื่อมั่นใน U.S. Treasury มันลดไปจนทำให้ cost of borrowing มันสูงเกิน จนทำให้ภาระดอกเบี้ยเยอะเกิน แล้วเลยต้องกู้มากขึ้นไปอีกจนเป็น spiral หรือเปล่า แล้ววันนั้นเศรษฐกิจสหรัฐจะ shock มั้ย อันนี้คือคนกังวลไปข้างหน้าครับ

    แล้วสรุปนี่เราควรจะต้องกังวลมั้ย ?

    ก็อย่างที่บอกคือควรที่จะต้องกังวลบ้างแหละ เพราะในความเห็นผมคือถึงจุดนึงมันก็จะไม่ sustainable แน่ถึงแม้ความต้องการพันธบัตร U.S. จะสูงมากก็ตาม เพียงแต่ผมไม่คิดว่ามันจะแบบเหมือนปิด-เปิดสวิตช์ที่อยู่ๆมันจะแย่ไปเลย มีเวลาให้ทำ budget reform อะไรก็แล้วแต่ กับที่สำคัญคือเศรษฐกิจ real economy ของ U.S. ก็ยังทำได้ดีมาก ยังเป็นผู้นำใน software และเทคโนโลยีใหม่ๆ ดังนั้นเลยไม่ค่อยเชื่อว่ามันจะแบบเละเทะอะไรขนาดนั้น

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • ถ้าต้องเลือกอันเดียว Nasdaq 100 หรือ S&P 500 ?

    ถ้าต้องเลือกอันเดียว Nasdaq 100 หรือ S&P 500 ?

    มีคนถามว่าถ้าต้องเลือกถือกองทุนดัชนีระหว่างสองอันนี้ ถืออันไหนดี

    ส่วนตัวผมว่าอันไหนก็ได้ แต่ถ้าสมมติต้องเลือกอันเดียวผมก็จะเป็น S&P 500 นะครับ ตรงกับคนอื่นๆ

    โดยภาพรวมคือ S&P 500 ปลอดภัยกว่าเพราะกระจายในหลายบริษัทกว่ากันและกระจายกลุ่มธุรกิจดีกว่าแน่

    ส่วน Nasdaq 100 ก็กระจายพอสมควร แต่จะมีกติกาประหลาดเช่น หุ้น list บน Nasdaq เท่านั้น, สัดส่วนธุรกิจประมาณครึ่งหนึ่งอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี และไม่มี Financials หรือ REIT เลย

    ที่ผ่านมา ช่วงที่ตลาดตกรุนแรง Nasdaq 100 ก็ตกแรงกว่า S&P 500

    ผมมีการดึงข้อมูลราคาของดัชนี Nasdaq 100 กับ S&P 500 ย้อนไปตั้งแต่ inception พบว่า Drawdown ที่แรงที่สุดของ Nasdaq 100 คือ -82.9% ในปี 2002 และใช้เวลาเกือบ 11 ปีถึงจะฟื้น ส่วนของ S&P 500 คือ -56.8% ในปี 2009 และใช้เวลาเกือบ 4 ปีถึงจะฟื้น

    โอเคบางคนอาจจะบอกว่าของช่วงปี 2000 มันเป็น dot com bubble ไง มันเลยกระทบ Nasdaq 100 เยอะกว่า มันก็ฟื้นช้าเป็นธรรมดา ซึ่งก็จริง แต่มันก็อาจจะเกิด tech bubble อื่นเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต ดังนั้นประเด็นเรื่องว่าอาจจะพอร์ตระเบิดตูม บวกกับ S&P 500 เองผลตอบแทนมันไม่ได้เลวร้าย ผมก็เลยเทไปทาง S&P 500 มากกว่านะ

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • มีแนวทางในการลงทุนตราสารหนี้ยังไงบ้าง ?

    มีแนวทางในการลงทุนตราสารหนี้ยังไงบ้าง ?

    ก่อนอื่น disclaimer นิดนึง อย่างแรกคือผมไม่เคยลงทุนในตราสารหนี้รายตัว แบบนั้นเข้าใจว่ามีคนทำ คือมองหา undervalued asset เหมือนซื้อหุ้นรายตัวเลย สิ่งที่ผมทำคือลงทุนผ่านกองทุนหรือ ETF เท่านั้น และก็ไม่ใช่ expert อะไร

    อย่างไรก็ดี เดี๋ยวผมจะเล่าเท่าที่ผมทราบ

    กองทุนที่เป็นตราสารหนี้ มันก็จะมีแบ่งกลุ่มได้จากหลายเรื่อง เช่น
    1. รัฐบาล กับ เอกชน
    2. ระยะยาว กับ ระยะสั้น
    3. ประเทศพัฒนาแล้ว กับ ประเทศกำลังพัฒนา
    4. Investment Grade กับ High Yield

    หนึ่งในวิธีการลงทุนก็คือทำแบบ Passive เลยก็ได้ เพราะเราก็ไม่น่าจะคาดหวังผลตอบแทนอะไรจากส่วนของตราสารหนี้อยู่แล้ว ผมแนะนำว่าถือกระจายสุดไปเลย จะกองทุนตราสารหนี้ไทยก็ได้ หรือผสมกองทุนตราสารหนี้โลกด้วยก็ได้ แล้วก็ถืออยู่เฉยๆ

    แต่ถ้ามีความตั้งใจจะ Active ก็จะมีความยากขึ้นหน่อย โดยไอเดียคือการลงทุนตราสารหนี้เราต้องเดาช่วงข้างหน้าได้ระดับนึง
    • ถ้าเชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ถ้าดอกเบี้ยจะสูงขึ้นก็ถือตราสารหนี้ระยะสั้น ถ้าเชื่อว่าดอกเบี้ยจะต่ำลงก็ถือตราสารหนี้ระยะยาว
    • ถ้าเศรษฐกิจตอนนี้ดี แต่คาดว่าจะต้องแย่ลง เพิ่มตราสารหนี้รัฐบาล ลดตราสารหนี้เอกชนโดยเฉพาะ High-Yield
    • ถ้าเศรษฐกิจตอนนี้ไม่ดี แต่ดูไม่น่าจะเลวร้ายไปกว่านี้นาน ลดตราสารหนี้รัฐบาล เพิ่มตราสารหนี้เอกชนหรือ High-Yield

    ซึ่งโดยหลักการก็ดูไม่มีอะไรยากนะ แต่ความยากมันอยู่ตรงการทำจริง เพราะมันไม่รู้ไง ดังนั้นส่วนตัวผมเลยไม่เน้นแล้วก็มองว่าถ้าจะทำก็ทำเฉพาะตอนที่มันชัดๆก็พอ

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • ทำไมกองทุนพันธบัตรรัฐบาล 100% ถึงมีขาดทุนได้ ?

    ทำไมกองทุนพันธบัตรรัฐบาล 100% ถึงมีขาดทุนได้ ?

    อย่างที่คุณเข้าใจว่าลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล คือเราให้รัฐบาลยืมเงิน และรัฐบาลเป็นคนจ่ายดอกเบี้ยกับคืนเงินเราตอนสุดท้าย ถ้ารัฐบาลไม่พังก็คือปลอดภัยสุดๆ อันนี้ถูกต้องแล้ว

    แต่ทีนี้ เราอาจจะเห็นกองทุนพันธบัตรขาดทุนได้ เพราะราคาตลาดของกองทุนมันลดลง ไม่ใช่ว่าพันธบัตรมีปัญหาหรืออะไร

    นึกภาพว่ากองทุนจะมีการวัดมูลค่าของพันธบัตรในแต่ละวันด้วยการดูราคาตลาดของพันธบัตรในแต่ละวัน สมมติถ้าเมื่อวานพันธบัตรที่กองทุนถือมีราคา 100 บาท มาวันนี้ราคาตลาดของกองุทนตกไปเหลือ 95 บาท กองทุนก็จะแสดงตัวเลขติดลบได้

    ทีนี้ แล้วทำไมอยู่ๆตราสารหนี้ที่ก็ไม่ได้เบี้ยวราคาถึงจะตกได้ มันอาจจะตกเพราะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยครับ เช่นสมมติกองทุนเราซื้อตราสารหนี้มา 100 บาท แล้วตราสารหนี้นี้สัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ยให้ปีละ 3 บาท ทีนี้ปรากฎวันต่อมา มีการปรับอัตราดอกเบี้ย ตราสารหนี้อันใหม่ๆที่ออกมาหลังกองทุนเราซื้อไปแล้วเค้าบอกราคา 100 บาทและจะจ่ายดอกเบี้ยปีละ 5 บาทแทนละ ถ้าเป็นแบบนี้จะเกิดไรขึ้นกับตราสารหนี้ที่กองเราซื้อมาแล้วล่ะ มันก็จะขี้เหร่ทันทีเลยถูกมะ และสมมติถ้าจะไปขายต่อก็จะขาย 100 บาทไม่ได้ละเพราะไม่มีคนซื้อ ก็ต้องลดราคามะ

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • Leveraged ETF มันคืออะไร ? ถือยาวดีมั้ย ?

    Leveraged ETF มันคืออะไร ? ถือยาวดีมั้ย ?

    เร็วนี้มีข่าวตลาดหุ้นเกาหลีที่ตกรุนแรง มีพูดถึงว่าการใช้ single stock leveraged ETF เป็นต้นเหตุ ก็เลยมีคนถามว่านี่มันคืออะไร

    ก่อนอื่น มันคืออะไร

    Leveraged ETF ก็คือกองทุนนั่นแหละ เพียงแต่เค้าเล็งที่จะให้ผลตอบแทนในแต่ละวันของกองทุนเป็นตัวคูณ X เท่าของสินทรัพย์อ้างอิง โดยทั่วไปก็จะ 2X หรือ 3X หมายความว่าสมมติสินทรัพย์อ้างอิงวันนี้ +1.3% กองทุน 2X ก็คือตั้งใจให้ผลตอบแทนวันนั้นเป็น +2.6%

    มันทำงานยังไง

    ในไส้ในของกองทุนปกติก็จะไม่ถือตัวสินทรัพย์อ้างอิง แต่จะถือ Derivatives ที่อ้างอิงตัวสินทรัพย์อ้างอิงอีกที ส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็น Total Return Swap เล็งให้ได้ตัวคูณตามเป้า แล้วก็ถือเงินสดไว้สำรอง หลังจากนั้นก็ rebalance ทุกวัน

    เทียบกับ ETF ปกติ

    • เป้าหมาย ETF ปกติมักจะลงทุน passive ให้ผลตอบแทนตามสินทรัพย์อ้างอิง Leveraged ETF เน้นให้ผลตอบแทนเป็นตัวคูณ
    • ระยะเวลาการถือ ETF ปกติจะถือยาว Leveraged ETF เค้ามักจะถือกันสั้นๆ
    • ความเสี่ยง Leveraged ETF เสี่ยงกว่าอยู่ละ
    • ค่าธรรมเนียม Leveraged ETF แพง


    โดยสรุปแล้วคือ มันเป็นเครื่องมือไว้ bet ทิศทางในระยะสั้นๆได้ และก็ใช้ง่ายด้วยนะเพราะเราไม่ต้องมีการวาง margin หรืออะไร เราแค่ซื้อกองทุนเหมือนหุ้นปกติอันนึง แล้วเรื่องสำรองเงินหรือเปิด Derivatives ก็เป็นเรื่องของกองทุน แต่อาจจะไม่เหมาะกับการลงทุนยาว เพราะ fee ที่สูงกว่า และตัวกองเองก็จะมี rebalance ทุกวันทำให้มีต้นทุนในการดำเนินการกินเข้าไปในผลตอบแทนกองทุน แน่นอนถ้าผลตอบแทนสินทรัพย์มันดีมีตัวคูณมันต้องคุ้มอยู่แล้ว แต่ถ้าช่วงนั้น sideway หรือเป็นขาลงล่ะ ก็จะอนาถไปเลย

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • ดูยังไงว่าข่าวไหนสำคัญ ?

    ดูยังไงว่าข่าวไหนสำคัญ ?

    ผมว่าเรื่องนี้ไม่ยากครับ ก่อนอื่นคือกรองว่าข่าวไหนน่าจะมีผลกับผลประกอบการของบริษัท พวกที่ไม่มีผลกับบริษัท เช่น SET ปิดตัวต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี, S&P 500 จบสิ้นเดือนปรับตัวขึ้น, Elon Musk รวยขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลก, สัญญาณ indicator inverted yield curve, หุ้นขึ้นเพราะ XYZ, บริษัทกำไรดีกว่าที่คาดในไตรมาสที่ผ่าน, ฯลฯ พวกนี้เหมาไปเลยว่าไม่สำคัญ

    ที่เหลือก็จะเป็นพวกที่มีผลหรืออาจจะมีผลกับธุรกิจของบริษัท เช่น AI เขียนโปรแกรมแทนคน, ราคาน้ำมันสูงทำให้กำลังซื้อลดลง, Alphabet แพ้คดีโดนค่าปรับ, Apple ออก iPhone รุ่นใหม่แล้วคนไม่นิยม, ฯลฯ

    หลักการคือพยายามพิจารณาว่าข่าวนี่มันมีผลแค่แปปเดียว หรือน่าจะมีผลไปนานๆ แล้วเรารู้ป่าวว่าจะมีผลไปทางที่ดีหรือไม่ดี โดยคอนเซปต์คือถ้ามีผลแค่แปปเดียวก็จะเสี่ยงน้อยกว่าและอาจจะมีประโยชน์กับเรา ส่วนถ้าเป็นพวกที่อาจจะมีผลไปนานๆและไม่แน่ใจทิศทาง พวกนี้ก็จะเสี่ยงกว่าอาจจะต้องหลีกเลี่ยงอย่าไปยุ่ง

    ตัวอย่าง เช่น

    • Medical Cost สูงขึ้นในขณะที่อัตรา Medicaid ที่ภาครัฐสนับสนุนปรับขึ้นตามไม่ทัน ทำให้บริษัท Health Insurers มี HBR สูงขึ้น แบบนี้คือสำคัญ แต่มองว่าชั่วคราวเท่านั้น
    • AI ทำให้การเขียนโปรแกรมง่ายขึ้น อันนี้ก็สำคัญ และอาจจะมีผลถาวรด้วย
  • AI วิเคราะห์หุ้นเก่งขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้คนยังมีความได้เปรียบอยู่มั้ย ?

    AI วิเคราะห์หุ้นเก่งขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้คนยังมีความได้เปรียบอยู่มั้ย ?

    ปัจจุบัน AI ทำการหาข้อมูลและวิเคราะห์หุ้นได้มากขึ้นจริง โดยเฉพาะเรื่องการหาข้อมูลนี่ทำได้ดีและเร็วมาก จากสมัยก่อนแค่คุณขยันอ่าน 56-1 หรือ 10-K คุณก็จะได้เปรียบชาวบ้านเยอะมากละ เพราะคนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยอ่าน แต่เดี๋ยวนี้การให้ AI ไปไล่อ่านแล้วสรุปให้เราฟังมันทำได้ง่ายขึ้นมาก หรือให้ AI ไล่อ่านข่าวแล้วมาสรุปเหตุการณ์ก็ทำได้ ทำให้ความได้เปรียบในเรื่องนี้ลดน้อยลงจริง

    ทีนี้แล้วอย่างนั้นแปลว่านักวิเคราะห์ที่เป็นคนก็ไม่มีประโยชน์แล้วหรือเปล่า ผมก็คิดว่าไม่ขนาดนั้น หน้าที่หลักของคนก็เปลี่ยนจากเรื่องการหาข้อมูลมาเป็นการตีความข้อมูลมากกว่าครับ

    ผมยังเชื่อว่าคนวิเคราะห์ได้เปรียบเรื่องดังต่อไปนี้

    1. คนถามคำถามต่อเนื่องที่ละเอียดขึ้นได้ เช่น สมมติ AI ได้ข้อมูลว่ารายได้เติบโตและ Margin ก็ดีขึ้น คนก็อาจจะอยากรู้ต่อว่ามันโตจากอะไร ขายได้เยอะขึ้น หรือขายแพงขึ้น หรือทั้งคู่ แล้ว Margin ดีขึ้นนี่คือมาจากค่าใช้จ่ายโตช้ากว่ารายได้ หรือมันเป็นค่าใช้จ่ายลดลง แล้วถ้าลดลงทำไมมันลดได้
    2. ความเข้าใจในธุรกิจ สามารถทำให้เราบอกได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี่มันมีนัยสำคัญจริงหรือไม่
    3. มองภาพเป็น scenario แบบต่างๆได้ เข้าใจว่าปัจจัยเรื่องอะไรมีผลหรือไม่มีผลกับบริษัท
    4. คิดต่างจาก consensus สมมติ AI อ่านเจอว่าบริษัทเจอปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ นักวิเคราะห์และบทความต่างๆก็พูดถึงในทางไม่ดี AI อาจจะสรุปออกมาว่าไม่ดี แต่คนอาจจะมองต่างจาก consensus

    สรุปแล้วคือ ความได้เปรียบของคนต้องขยับละ จากแค่ขยันกว่าก็ได้เปรียบมากก็จะไม่จริงอีกต่อไป มันต้องมีความเข้าใจตัวธุรกิจมากขึ้นและตีความข้อมูลได้ดีขึ้น

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร