Blog

  • ทำไมกองทุนพันธบัตรรัฐบาล 100% ถึงมีขาดทุนได้ ?

    ทำไมกองทุนพันธบัตรรัฐบาล 100% ถึงมีขาดทุนได้ ?

    อย่างที่คุณเข้าใจว่าลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล คือเราให้รัฐบาลยืมเงิน และรัฐบาลเป็นคนจ่ายดอกเบี้ยกับคืนเงินเราตอนสุดท้าย ถ้ารัฐบาลไม่พังก็คือปลอดภัยสุดๆ อันนี้ถูกต้องแล้ว

    แต่ทีนี้ เราอาจจะเห็นกองทุนพันธบัตรขาดทุนได้ เพราะราคาตลาดของกองทุนมันลดลง ไม่ใช่ว่าพันธบัตรมีปัญหาหรืออะไร

    นึกภาพว่ากองทุนจะมีการวัดมูลค่าของพันธบัตรในแต่ละวันด้วยการดูราคาตลาดของพันธบัตรในแต่ละวัน สมมติถ้าเมื่อวานพันธบัตรที่กองทุนถือมีราคา 100 บาท มาวันนี้ราคาตลาดของกองุทนตกไปเหลือ 95 บาท กองทุนก็จะแสดงตัวเลขติดลบได้

    ทีนี้ แล้วทำไมอยู่ๆตราสารหนี้ที่ก็ไม่ได้เบี้ยวราคาถึงจะตกได้ มันอาจจะตกเพราะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยครับ เช่นสมมติกองทุนเราซื้อตราสารหนี้มา 100 บาท แล้วตราสารหนี้นี้สัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ยให้ปีละ 3 บาท ทีนี้ปรากฎวันต่อมา มีการปรับอัตราดอกเบี้ย ตราสารหนี้อันใหม่ๆที่ออกมาหลังกองทุนเราซื้อไปแล้วเค้าบอกราคา 100 บาทและจะจ่ายดอกเบี้ยปีละ 5 บาทแทนละ ถ้าเป็นแบบนี้จะเกิดไรขึ้นกับตราสารหนี้ที่กองเราซื้อมาแล้วล่ะ มันก็จะขี้เหร่ทันทีเลยถูกมะ และสมมติถ้าจะไปขายต่อก็จะขาย 100 บาทไม่ได้ละเพราะไม่มีคนซื้อ ก็ต้องลดราคามะ

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • Leveraged ETF มันคืออะไร ? ถือยาวดีมั้ย ?

    Leveraged ETF มันคืออะไร ? ถือยาวดีมั้ย ?

    เร็วนี้มีข่าวตลาดหุ้นเกาหลีที่ตกรุนแรง มีพูดถึงว่าการใช้ single stock leveraged ETF เป็นต้นเหตุ ก็เลยมีคนถามว่านี่มันคืออะไร

    ก่อนอื่น มันคืออะไร

    Leveraged ETF ก็คือกองทุนนั่นแหละ เพียงแต่เค้าเล็งที่จะให้ผลตอบแทนในแต่ละวันของกองทุนเป็นตัวคูณ X เท่าของสินทรัพย์อ้างอิง โดยทั่วไปก็จะ 2X หรือ 3X หมายความว่าสมมติสินทรัพย์อ้างอิงวันนี้ +1.3% กองทุน 2X ก็คือตั้งใจให้ผลตอบแทนวันนั้นเป็น +2.6%

    มันทำงานยังไง

    ในไส้ในของกองทุนปกติก็จะไม่ถือตัวสินทรัพย์อ้างอิง แต่จะถือ Derivatives ที่อ้างอิงตัวสินทรัพย์อ้างอิงอีกที ส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็น Total Return Swap เล็งให้ได้ตัวคูณตามเป้า แล้วก็ถือเงินสดไว้สำรอง หลังจากนั้นก็ rebalance ทุกวัน

    เทียบกับ ETF ปกติ

    • เป้าหมาย ETF ปกติมักจะลงทุน passive ให้ผลตอบแทนตามสินทรัพย์อ้างอิง Leveraged ETF เน้นให้ผลตอบแทนเป็นตัวคูณ
    • ระยะเวลาการถือ ETF ปกติจะถือยาว Leveraged ETF เค้ามักจะถือกันสั้นๆ
    • ความเสี่ยง Leveraged ETF เสี่ยงกว่าอยู่ละ
    • ค่าธรรมเนียม Leveraged ETF แพง


    โดยสรุปแล้วคือ มันเป็นเครื่องมือไว้ bet ทิศทางในระยะสั้นๆได้ และก็ใช้ง่ายด้วยนะเพราะเราไม่ต้องมีการวาง margin หรืออะไร เราแค่ซื้อกองทุนเหมือนหุ้นปกติอันนึง แล้วเรื่องสำรองเงินหรือเปิด Derivatives ก็เป็นเรื่องของกองทุน แต่อาจจะไม่เหมาะกับการลงทุนยาว เพราะ fee ที่สูงกว่า และตัวกองเองก็จะมี rebalance ทุกวันทำให้มีต้นทุนในการดำเนินการกินเข้าไปในผลตอบแทนกองทุน แน่นอนถ้าผลตอบแทนสินทรัพย์มันดีมีตัวคูณมันต้องคุ้มอยู่แล้ว แต่ถ้าช่วงนั้น sideway หรือเป็นขาลงล่ะ ก็จะอนาถไปเลย

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • ดูยังไงว่าข่าวไหนสำคัญ ?

    ดูยังไงว่าข่าวไหนสำคัญ ?

    ผมว่าเรื่องนี้ไม่ยากครับ ก่อนอื่นคือกรองว่าข่าวไหนน่าจะมีผลกับผลประกอบการของบริษัท พวกที่ไม่มีผลกับบริษัท เช่น SET ปิดตัวต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี, S&P 500 จบสิ้นเดือนปรับตัวขึ้น, Elon Musk รวยขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลก, สัญญาณ indicator inverted yield curve, หุ้นขึ้นเพราะ XYZ, บริษัทกำไรดีกว่าที่คาดในไตรมาสที่ผ่าน, ฯลฯ พวกนี้เหมาไปเลยว่าไม่สำคัญ

    ที่เหลือก็จะเป็นพวกที่มีผลหรืออาจจะมีผลกับธุรกิจของบริษัท เช่น AI เขียนโปรแกรมแทนคน, ราคาน้ำมันสูงทำให้กำลังซื้อลดลง, Alphabet แพ้คดีโดนค่าปรับ, Apple ออก iPhone รุ่นใหม่แล้วคนไม่นิยม, ฯลฯ

    หลักการคือพยายามพิจารณาว่าข่าวนี่มันมีผลแค่แปปเดียว หรือน่าจะมีผลไปนานๆ แล้วเรารู้ป่าวว่าจะมีผลไปทางที่ดีหรือไม่ดี โดยคอนเซปต์คือถ้ามีผลแค่แปปเดียวก็จะเสี่ยงน้อยกว่าและอาจจะมีประโยชน์กับเรา ส่วนถ้าเป็นพวกที่อาจจะมีผลไปนานๆและไม่แน่ใจทิศทาง พวกนี้ก็จะเสี่ยงกว่าอาจจะต้องหลีกเลี่ยงอย่าไปยุ่ง

    ตัวอย่าง เช่น

    • Medical Cost สูงขึ้นในขณะที่อัตรา Medicaid ที่ภาครัฐสนับสนุนปรับขึ้นตามไม่ทัน ทำให้บริษัท Health Insurers มี HBR สูงขึ้น แบบนี้คือสำคัญ แต่มองว่าชั่วคราวเท่านั้น
    • AI ทำให้การเขียนโปรแกรมง่ายขึ้น อันนี้ก็สำคัญ และอาจจะมีผลถาวรด้วย
  • AI วิเคราะห์หุ้นเก่งขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้คนยังมีความได้เปรียบอยู่มั้ย ?

    AI วิเคราะห์หุ้นเก่งขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้คนยังมีความได้เปรียบอยู่มั้ย ?

    ปัจจุบัน AI ทำการหาข้อมูลและวิเคราะห์หุ้นได้มากขึ้นจริง โดยเฉพาะเรื่องการหาข้อมูลนี่ทำได้ดีและเร็วมาก จากสมัยก่อนแค่คุณขยันอ่าน 56-1 หรือ 10-K คุณก็จะได้เปรียบชาวบ้านเยอะมากละ เพราะคนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยอ่าน แต่เดี๋ยวนี้การให้ AI ไปไล่อ่านแล้วสรุปให้เราฟังมันทำได้ง่ายขึ้นมาก หรือให้ AI ไล่อ่านข่าวแล้วมาสรุปเหตุการณ์ก็ทำได้ ทำให้ความได้เปรียบในเรื่องนี้ลดน้อยลงจริง

    ทีนี้แล้วอย่างนั้นแปลว่านักวิเคราะห์ที่เป็นคนก็ไม่มีประโยชน์แล้วหรือเปล่า ผมก็คิดว่าไม่ขนาดนั้น หน้าที่หลักของคนก็เปลี่ยนจากเรื่องการหาข้อมูลมาเป็นการตีความข้อมูลมากกว่าครับ

    ผมยังเชื่อว่าคนวิเคราะห์ได้เปรียบเรื่องดังต่อไปนี้

    1. คนถามคำถามต่อเนื่องที่ละเอียดขึ้นได้ เช่น สมมติ AI ได้ข้อมูลว่ารายได้เติบโตและ Margin ก็ดีขึ้น คนก็อาจจะอยากรู้ต่อว่ามันโตจากอะไร ขายได้เยอะขึ้น หรือขายแพงขึ้น หรือทั้งคู่ แล้ว Margin ดีขึ้นนี่คือมาจากค่าใช้จ่ายโตช้ากว่ารายได้ หรือมันเป็นค่าใช้จ่ายลดลง แล้วถ้าลดลงทำไมมันลดได้
    2. ความเข้าใจในธุรกิจ สามารถทำให้เราบอกได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี่มันมีนัยสำคัญจริงหรือไม่
    3. มองภาพเป็น scenario แบบต่างๆได้ เข้าใจว่าปัจจัยเรื่องอะไรมีผลหรือไม่มีผลกับบริษัท
    4. คิดต่างจาก consensus สมมติ AI อ่านเจอว่าบริษัทเจอปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ นักวิเคราะห์และบทความต่างๆก็พูดถึงในทางไม่ดี AI อาจจะสรุปออกมาว่าไม่ดี แต่คนอาจจะมองต่างจาก consensus

    สรุปแล้วคือ ความได้เปรียบของคนต้องขยับละ จากแค่ขยันกว่าก็ได้เปรียบมากก็จะไม่จริงอีกต่อไป มันต้องมีความเข้าใจตัวธุรกิจมากขึ้นและตีความข้อมูลได้ดีขึ้น

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • อยากทำ Hedging ทำยังไง ?

    อยากทำ Hedging ทำยังไง ?

    ก่อนอื่นผมไม่ได้เป็น expert ด้านนี้หรืออะไร และอย่างที่เคยพูดในวีดิโอก่อนหน้านี้ว่าส่วนตัวผมก็ไม่ได้ทำการ hedge เงินลงทุนตัวเองด้วย

    แต่สมมติต้องทำ วิธีการที่ผมทราบและเคยทำตอนทำงานก็คือ Sell futures ของเงินสกุลนั้นครับ หลักการก็คือทำไงให้

    วิธีการก็คือ

    1. ไปเปิดพอร์ตบัญชี TFEX อะไรให้เรียบร้อย
    2. Futures ที่มีก็จะมีแค่ 3 สกุลเงินคือ USD, EUR และ JPY แต่สภาพคล่องของ USD เยอะสุดละ
    3. ดูก่อนว่าเราต้องการจะ hedge แค่ไหน เช่น 50% อะไรก็ว่าไป คำนวณว่ามันคือมูลค่าเท่าไหร่
    4. ไปดูว่าเราต้องขายกี่สัญญา
    5. ทำการสำรองเงินสดในบัญชี ให้พอสำหรับ initial margin เป็นอย่างน้อย เอาจำนวนสัญญาคูณ initial margin
    6. แล้วก็ทำการขายจำนวนสัญญานั้น มันจะมีหลายซีรี่ส์ ชื่อต่างกันนิดหน่อยตามเดือนที่สิ้นสุดสัญญา โดยปกติก็จะเป็นสัญญาที่ปริมาณการซื้อขายเยอะสุด
    7. ต้องเข้าใจว่า ถ้า position ของ futures ขาดทุนมากขึ้นถึงจุดหนึ่ง เราจะต้องมีการวางหลักประกันเพิ่ม ดังนั้นอาจต้องเตรียมเงินสดไว้อีกหน่อย
    8. ส่วนดูยังไงว่า position เราขาดทุนหรือกำไรก็คือดูเทียบกับสินค้าอ้างอิง อย่างที่เห็นคือสินค้าอ้างอิงอยู่ 33.33 THB/USD แล้วสมมติเรา sell USD futures ตัว USDU26 ที่ราคาล่าสุด 33.08 ในความหมายคือตอนนี้เราสัญญาว่าจะขาย 1 ดอลล่าร์ที่ 33.08 บาท ณ ตอนที่สิ้นสุดสัญญา แต่ตอนนี้ราคาในตลาดคือ 33.33 บาท ดังนั้นสัญญานี้ก็คือเราขาดทุนอยู่ 33.08 – 33.33 = -0.25 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์ แล้วสัญญานึงมันคือเทียบกับเท่ากับ 1,000 ดอลล่าร์ ดังนั้นสัญญานี้เราขาดทุนอยู่ -0.25 * 1000 = -250 บาท

    เท่านี้แหละครับ ถ้าสังเกตคุณจะเห็นว่าการทำสิ่งนี้มันก็ costly อยู่เพราะ

    • ลงทุนได้ไม่เต็มที่ เงินบางส่วนเราต้องสำรองไว้เผื่อวางหลักประกัน ทั้งวางตอนแรกและอาจจะต้องวางเพิ่มถ้าทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนไปในทางที่ Futures เราขาดทุน ไม่งั้นถึงจุดหนึ่งก็จะโดนบังคับปิดสัญญาและการ hedge ก็จะหลุด
    • มี spread เวลาเราปิดสัญญาซึ่งคือซื้อ USD Futures เราจะซื้อได้ราคาแพงขึ้นนิดนึ

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • ทำไมตลาดหุ้นไม่เปิดทุกวัน 24 ชม.ไปเลย ?

    ทำไมตลาดหุ้นไม่เปิดทุกวัน 24 ชม.ไปเลย ?

    อันนี้ก็ตอบค่อนข้างง่าย คือมันมาจากยุคที่แต่ก่อนมันไม่ได้มีเทคโนโลยีดีขนาดนี้ และที่สำคัญคือนอกเวลาทำการปริมาณการซื้อขายมันก็น้อยด้วย

    อย่าง SET นี่เปิดทำการวันแรก 30 เมษายน 2518 ก่อนผมเกิดไปอีก จะซื้อขายหุ้นต้องโทรหาโบรกเกอร์ มันก็ไม่มีทางจะ 24 ชั่วโมงอยู่แล้วครับ

    ทีนี้คำถามต่อมาคือ ณ ปัจจุบัน มันมีเทคโนโลยีละนี่ คนสามารถสั่งคำสั่งซื้อขายออนไลน์ได้เอง ถ้าเราจะทำให้ตลาดหุ้นมันเปิดทั้งวันหรือเกือบทั้งวันก็น่าจะเป็นไปได้มั้ย

    คำตอบคือใช่ เป็นไปได้มากขึ้น และช่วงหลังๆดูจะมีความพยายามที่ตลาดหุ้นจะเปิดยาวขึ้นจริง โดยเฉพาะพวกตลาดหลักๆที่มีปริมาณการซื้อขายสูงๆและมีความสนใจจากต่างประเทศก็จะมี incentive ที่จะเปิดทำการนานขึ้น

    อย่างไรก็ดี การจะเปิดทำการแบบ 24/7 ทั้งหมดทุกตลาดก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ เพราะมันยังมีเรื่องหลังบ้านที่มีความซับซ้อนและมักจะทำตอนตลาดปิดอยู่ เช่น

    • ราคาปิด กองทุนยังไงก็ต้องมีการสรุปมูลค่าเงินลงทุน และโดยปกติก็คืออ้างอิงราคาปิดตลาด ถ้าไม่ปิดตลาดเลย แบบนี้ Risk Control ของกองทุนจะยากขึ้นหรือเปล่า แล้ว Reporting ให้ลูกค้าจะเป็นยังไง
    • Settlement เวลาซื้อขายอะไรไป มันจะมีการ settle t+1, t+2 อะไรก็ว่าไป ปกติก็คือจะรวม order ที่เกิดขึ้นในวันนั้นมาดำเนินการ ถ้าตลาดไม่ปิดเลยเราจะทำเรื่องนี้ยังไง ต้องแบบ continuous เหรอ
    • Maintenance ระบบของตลาดเองล่ะ หรือถ้าสมมติมีอัพเดทใหม่ๆ จะมีเวลาทำตอนไหน

    สรุปแล้วคือ แต่เดิมมันมาจากเทคโนโลยีไม่พร้อม ส่วนปัจจุบันก็มีความพยายามจะซื้อขายเพิ่มจำนวนชั่วโมงแหละ แต่ก็คิดว่ายังไม่น่าจะขยับมาเป็น 24/7 นะ

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • มันจะมีเหตุการณ์ไหนที่ทำให้ S&P 500 ตก -90% ได้ ?

    มันจะมีเหตุการณ์ไหนที่ทำให้ S&P 500 ตก -90% ได้ ?

    ส่วนตัวผมไม่เคยเห็นเหตุการณ์อะไรที่จะแรงขนาดนั้น ก็เลยลองเช็คดูว่ามันมีเหตุการณ์ที่ทำให้ตลาดหุ้นตกแบบนั้นจริงมั้ยในอดีต

    ปรากฏว่ามีนะ เป็นช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงมากในอดีต Great Depression อ้างอิงข้อมูลของ Morningstar ช่วงนั้นตลาดหุ้น U.S. จากสูงสุดช่วง 1929 ลงไป -79% ในช่วงปี 1932

    สาเหตุที่ตกได้แรงขนาดนั้น จากมุมมองผมคือเป็นเพราะ

    1. ช่วงนั้นเศรษฐกิจหดตัวรุนแรงจริง GDP ของ U.S. ตกไปถึง -30% อัตราการว่างงานพุ่งสูงสุดถึง 25% มีความยากจนในวงกว้าง
    2. ก่อนหน้าช่วงนั้นเป็นช่วง Roaring Twenties ที่เศรษฐกิจเติบโตและตลาดหุ้นพุ่งสูงพอดี อารมณ์ตลาดคือไปทาง Optimism มากๆ

    ส่วนประเทศอื่นที่ไม่ใช่ U.S. ผมพยายามหาประเทศที่เศรษฐกิจน่าจะหดตัวรุนแรง เช่น Venezuela, Haiti, Sudan, Lebanon อะไรพวกนี้ดูว่ามีหุ้นตกรุนแรงหรือเปล่า พวกนี้ก็ยังไม่เจอตกรุนแรงถึง 80-90% มีแค่ไทยและประเทศที่โดนเรื่องเดียวกันตอนต้มยำกุ้งที่ตกถึงครับ

    ดังนั้นสรุปแล้วคือ มันมีเหตุการณ์ไหนมั้ยที่ S&P 500 จะตก 80-90% ก็คงจะต้องเป็นเหตุการณ์ที่มีเศรษฐกิจหดตัวแรงพอๆกับตอน Great Depression บวกกับก่อนหน้านั้นตลาดต้อง Optimistic มากๆมันถึงจะเป็นไปได้ครับ

    เผื่อใครสนใจอ่านบทความเรื่อง Market Crash ของ Morningstar ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ครับ https://global.morningstar.com/en-ea/markets/what-weve-learned-150-years-stock-market-crashes

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • SSF, RMF ลงทุนไงดี ? หรือลงทุนเองไปเลยดีมั้ย ?

    SSF, RMF ลงทุนไงดี ? หรือลงทุนเองไปเลยดีมั้ย ?

    ประเด็นคำถามคือคนถามรู้สึกว่า SSF, RMF พวกนี้มันล็อคให้เราต้องลงทุนยาว 10 ปีไม่ก็จนอายุ 55 รู้สึกไม่ชอบใจเลยถามว่าลงทุนอย่างไรดี

    ผมว่าเราเริ่มจากลงทุนไงดีก่อนเพราะอันนี้ง่าย ผมว่าหลักการมันเหมือน Core port ของกองทุนรวมเลยครับ คือเราต้องลงทุนในอะไรที่เราไว้ใจที่สุดที่จะถือยาวไปเป็นสิบๆปีโดยไม่ยุ่งกับมันเลย ดังนั้นผมก็แนะนำเหมือนวีดิโอก่อนหน้านี้ซึ่งคือลงทุนในกองทุนที่ลงทุนกระจายในภาพรวม หุ้นทั้งโลก, หุ้น Developed Market ไม่ก็ S&P 500 ไปเลย

    แต่คำถามถัดมาคือ แล้วมันคุ้มกว่ามั้ยถ้าเราลงทุนเอง อันนี้ก็ขึ้นกับ tax bracket และเวลาที่เหลือลงทุนของเราละ เดี๋ยวผมคำนวณเปรียบเทียบให้ดูในวีดิโอครับ

    สรุปแล้ว ผมแนะนำให้ลงทุนในกองทุนประหยัดภาษี เกือบ 100% ดีกว่าไปลงทุนเอง และลงทุนแบบกองทุนหุ้นโลกไปเลย

  • ช่วงเงินเฟ้อสูง สินทรัพย์ไหนทำได้ดีสุด ?

    ช่วงเงินเฟ้อสูง สินทรัพย์ไหนทำได้ดีสุด ?

    ช่วงนี้เงินเฟ้อเริ่มสูงเพราะเรื่องราคาพลังงาน กับผมอ่านเจอบทความอันนึงของ Morningstar น่าสนใจเลยเอามาเล่าครับ

    พอร์ตที่กระจายความเสี่ยงและสินทรัพย์กลุ่มต่างๆเป็นอย่างไรบ้างในช่วงเงินเฟ้อสูง

    ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นกับตราสารหนี้ในช่วงเงินเฟ้อสูงมันไม่นิ่ง โดยเฉพาะช่วงล่าสุดปี 2021-2023 ที่หุ้นกับตราสารหนี้ขยับไปทางเดียวกันมาก

    ผลตอบแทนสินทรัพย์ต่างๆในช่วงเงินเฟ้อสูง

    สิ่งที่เห็นคือหุ้นผลตอบแทนไม่ดีในช่วงเงินเฟ้อสูง หุ้นขนาดใหญ่ช่วงเงินเฟ้อสูงผลตอบแทนเฉลี่ย 3% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าเงินเฟ้อในช่วงเวลาเดียวกัน REIT เองก็ผลตอบแทนไม่ดี ถึงแม้ในทฤษฎีแล้วคือราคาอสังหาริมทรัพย์กับค่าเช่าจะสูงขึ้นในช่วงเงินเฟ้อก็ตาม

    กลับกันพวกสินทรัพย์อย่างทองและ Commodities ทำได้ดีมาก

    โดยสรุปแล้วคือหุ้นกับตราสารหนี้โดยสถิติก็ยัง correlation ต่ำ ยกเว้นล่าสุด และก็คอนเฟิร์มความเชื่อที่ว่าทองกับ Commodities ทำได้ดีในช่วงเงินเฟ้อสูง

    สำหรับคนที่สนใจจะอ่านเองผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ https://www.morningstar.com/markets/how-portfolio-diversification-works-inflationary-periods

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร

  • จัดพอร์ตส่วน Satellite มีแนวทางยังไงมั้ย ?

    จัดพอร์ตส่วน Satellite มีแนวทางยังไงมั้ย ?

    มาตอบคำถามสั้นๆ มีคนถามเพิ่มเติมเรื่อง port ส่วนที่เป็น Tactical เป็น Satellite ว่ามีแนวทางจัดอะไรมั้ย ควรจะถือกองทุนที่เป็น Thematic เลยป่าว

    เรื่องนี้ผมว่ายังไงก็ได้ เพราะมันเป็นส่วนของ Tactical ที่เป็นส่วนน้อยของพอร์ตอยู่แล้ว ในสาระสำคัญคือเอาที่เราชอบและมีความเชื่อว่ามันจะดีก็โอเคละ

    ถ้าผมโดยส่วนตัวจะมี preference แบบนี้

    1. จะไม่ Thematic ลึกเกินไป คือสมมติผมชอบ Clean Energy คิดว่าอนาคตมันต้องเติบโตดีแน่เลยเพราะความต้องการกระแสไฟฟ้าจาก AI มันสูงมาก ผมก็มีหลายทางเลือก เช่นผมสามารถที่จะถือกองทุนที่เจาะจงสุดๆอย่างกองทุนนิวเคลียร์อย่างเดียวเลย หรือถอยออกมาหน่อยเป็น Clean Energy โดยรวมก็ได้ หรือถอยออกไปอีกเป็นกลุ่ม Utilities ไปเลยก็ได้ โดยไอเดียคือกลุ่มที่กว้างก็จะเสี่ยงน้อยกว่า แต่ก็จะได้รับประโยชน์น้อยกว่าเช่นกันกรณีที่เราเดาถูก ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบเดาแบบเจาะจงมาก เพราะโอกาสผิดมันเยอะไป
    2. ไม่เลือกกองทุนที่ลงทุนในบริษัทใหม่เกิน คืออย่างสมมติผมสนใจจะ Tactical ในหุ้นกลุ่ม Biotech มันก็จะมีกลุ่มบริษัท Biotech ที่มันกำไรอยู่แล้วรอดแน่แล้ว กับกลุ่ม Biotech ที่แบบ startup สุดๆจะรอดมั้ยยังไม่แน่ ส่วนตัวผมก็จะเลือกลงทุนในกองทุนที่ลงทุนส่วนใหญ่ในบริษัทที่กำไรอยู่แล้ว ดูได้โดยการเอา Top 10 Holdings ไปไล่เปิดดูครับ
    3. Passive > Active ถ้าเป็นไปได้ ผมเลือกกองที่เป็น Passive เสมอ คือเราไม่ต้องการสร้างตัวแปรอะไรที่มันซับซ้อนมากขึ้น สมมติผม Tactical ถูก ผมไม่ต้องการจะสุดท้ายผลตอบแทนห่วยเพราะกองทุนมัน Active ผิดงี้ไม่เอาเลย
    4. Tactical นี่ไม่ต้องเป็นกลุ่มธุรกิจหรือประเทศก็ได้นะ คุณอาจจะเน้นหุ้น Quality หรืออะไรก็ได้
    5. ระหว่าง Tactical ธุรกิจอนาคต กับ Tactical ธุรกิจที่ซวย ผมมักจะชอบเลือกธุรกิจที่ซวยมากกว่า แต่อันนี้เป็นความชอบส่วนตัว

    สุดท้ายนี้ย้ำอีกทีนึง Tactical นี่คือยังไงก็ได้ครับ เอาที่คุณชอบน่ะ แต่ไม่ต้อง Tactical เลยก็ได้นะ อย่าไปคิดว่าต้องทำ คนอื่นทำเราเอาบ้างนี่ไม่เอาเลย ถ้าคุณไม่ได้ชอบธุรกิจอะไรเป็นพิเศษก็อย่

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์ด้วย
    สามารถเข้าไปลงทะเบียนทดลองเรียนฟรีได้ที่

    WORKSHOP เรียนหุ้นจากพื้นฐานสู่มือโปร